ตกขาว เป็นอาการของผู้หญิงที่สามารถเกิดได้ตามปกติ หรือเกิดขึ้นได้ทุกวัน โดยทั่วไปตกขาวที่มีลักษณะปกติจะมีสีใสหรือสีขาวบ้างเล็กน้อย ไม่มีกลิ่น อาจมีปริมาณมากในช่วงกลางรอบเดือนที่มีการตกไข่ หรือก่อนมีประจำเดือน และหลังมีประจำเดือน หากเป็นตกขาวปกติไม่มีอันตราย แต่บางครั้งก็อาจบ่งบอกถึงความผิดปกติได้เช่นกัน โดยแสดงออกผ่านทางลักษณะของตกขาว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสีหรือกลิ่น บางครั้งส่งสัญญาณโรคร้าย และเป็นภาวะที่คุณผู้หญิงทั้งหลายไม่ควรมองข้าม
Table of Contents
- ตกขาว คืออะไร?
- สาเหตุของตกขาวผิดปกติ
- อาการตกขาวที่ผิดปกติ
- โรคที่มาพร้อมตกขาวผิดปกติ
- การรักษาตกขาวผิดปกติ
- ป้องกันการตกขาวผิดปกติ
- ตรวจอาการตกขาวที่ผิดปกติ ที่ภูเก็ตตรวจได้ที่ไหน?
- ช่องทางการติดต่อ
ตกขาว คืออะไร?
ตกขาว ระดูขาว หรือ มุตกิด (Leukorrhea, Leucorrhea หรือ Vaginal discharge) คือ สารคัดหลั่งที่ถูกขับออกมาทางช่องคลอด มีหน้าที่ช่วยในการหล่อลื่น ป้องกันการติดเชื้อ และระคายเคือง โดยผลิตจากต่อมภายในช่องคลอด และปากช่องคลอด เพื่อผลัดเซลล์เก่าภายในช่องคลอด ดังนั้นการมีตกขาวจึงเป็นเรื่องธรรมชาติของผู้หญิงทุกคน ผู้หญิงสามารถมีตกขาวได้เกือบทุกวัน ปริมาณมากบ้าง น้อยบ้าง หรือลักษณะของตกขาวอาจจะแตกต่างไปในแต่ละช่วงเวลา ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนของร่างกาย กล่าวคือ ช่วงไข่ตกหรือกลางรอบเดือน ตกขาวจะมีลักษณ์ใส ยืดได้คล้ายเจลลี่ แต่ในช่วงก่อนมีประจำเดือน ตกขาวจะเปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่นและข้น เป็นต้น
ซึ่งลักษณะ สี และปริมาณของตกขาวนั้นจะมาก หรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคน แต่โดยทั่วไปแล้วปริมาณของตกขาวจะมากขึ้นได้เป็นปกติในภาวะต่อไปนี้
- วันที่ 1-5 ของรอบเดือน: เป็นช่วงที่มีเลือดประจำเดือน
- วันที่ 6-14 ของรอบเดือน: ส่วนมากจะมีตกขาวน้อยกว่าช่วงปกติ ตกขาวมีลักษณะขุ่น มีสีขาวหรือเหลือง และอาจมีลักษณะเหนียวได้
- วันที่ 14-25 ของรอบเดือน: ในช่วงก่อนวันตกไข่ ตกขาวอาจมีลักษณะเป็นเมือกลื่นๆ คล้ายไข่ขาว แต่หลังจากมีการตกไข่ ตกขาวจะกลับมามีลักษณะขุ่น มีสีขาวหรือเหลือง อีกครั้ง
- วันที่ 25-28 ของรอบเดือน: ก่อนมีประจำเดือน จะเป็นช่วงที่ตกขาวมีปริมาณน้อยลงมากจนจางหายไป
- ในขณะตั้งครรภ์ ผู้หญิงจะมีตกขาวมากขึ้นจนบางครั้งอาจจะเหนียวหนืด (แต่หลังวัยหมดประจำเดือน ผู้หญิงจะมีตกขาวน้อยลง)
- ในขณะที่มีความวิตกกังวลมาก
- การใช้ยาคุมกำเนิด
- การกระตุ้นทางเพศสัมพันธ์ (ในขณะที่มีอารมณ์ทางเพศจะทำให้มีการหลั่งน้ำออกมาหล่อลื่นมากขึ้น) หลังจากมีเพศสัมพันธ์ก็จะมีตกขาวมากขึ้นได้เช่นกัน

สาเหตุของตกขาวผิดปกติ
สาเหตุหลักมักมาจากการติดเชื้อ ได้แก่ แบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นต้น ส่วนสาเหตุอื่นนอกจากการติดเชื้อ เช่น เนื้องอก มะเร็ง สิ่งแปลกปลอมในช่องคลอด
เชื้อแบคทีเรีย
Bacterial vaginosis หรือ ภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย เป็นการติดเชื้อที่พบได้เป็นส่วนใหญ่ประมาณ 50%
- การติดเชื้อชนิดนี้มักพบในในสตรีที่ชอบสวนล้างช่องคลอด
- ผู้ที่คุมกำเนิดโดยการใส่ห่วงอนามัย
- ผู้ที่รับประทานยาปฏิชีวนะต่อเนื่องเป็นเวลานาน
- มีการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์
- หรืออาจเกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา หรืออาหารบางอย่าง (เช่น อาหารหมักดอง อาหารคาวจัด)
- ผู้หญิงบางคนที่ติดเชื้อชนิดนี้อาจไม่มีอาการใด ๆ แสดงออกมาก็ได้ อย่างไรก็ตาม ภาวะนี้อาจทำให้เกิด
อาการตกขาวผิดปกติ (ตกขาวมีปริมาณมากขึ้น อาจเหลวใสหรือเป็นสีขาวเนียนปนเทาอ่อน มีกลิ่นอับคล้ายกลิ่นคาวปลา ส่วนระดับความรุนแรงของกลิ่นแต่ละคนก็แตกต่างกันไป บางคนอาจไม่มีกลิ่น บางคนอาจมีกลิ่นแรงจนคนใกล้ตัวได้กลิ่น) และอาจมีอาการระคายเคืองหรือคันบริเวณช่องคลอด แสบร้อนเวลาปัสสาวะ ซึ่งอาการจะรุนแรงขึ้นโดยเฉพาะหลังร่วมเพศ
เชื้อทริโคโมแนส
Trichomoniasis หรือ โรคพยาธิในช่องคลอด เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากเชื้อโปรโตซัวที่มีชื่อว่า ทริโคโมแนส วาจินาลิส (Trichomonas vaginalis) เป็นการติดเชื้อที่พบได้ประมาณ 25% แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่แสดงอาการใด ๆ มีเพียง 30% ของผู้ป่วยเท่านั้นที่จะแสดงอาการของโรค
โดยจะทำให้มีตกขาวผิดปกติ เช่น ตกขาวเป็นสีเหลืองหรือสีเขียว มีปริมาณมากขึ้น มีกลิ่นเหม็นออกเปรี้ยวเล็กน้อย ตกขาวมีลักษณะเป็นฟอง (ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของการติดเชื้อชนิดนี้) มีอาการบวม แดง คัน หรือรู้สึกแสบบริเวณอวัยวะเพศ, ปวดปัสสาวะบ่อย, เจ็บปวดขณะปัสสาวะหรือมีเพศสัมพันธ์ อาจมีเลือดไหลออกจากช่องคลอดแบบกะปริดกะปรอยหรือไหลออกมามาก
เชื้อรา
Vaginal candidiasis หรือ โรคเชื้อราในช่องคลอด เป็นการติดเชื้อที่พบได้ประมาณ 25% โดยเฉพาะจากเชื้อราแคนดิดา อัลบิแคนส์ (Candida albicans) ที่พบได้มากที่สุดซึ่งจะทำให้มีตกขาวที่ผิดปกติไปจากเดิม คือ
- ตกขาวเป็นสีขาวข้นคล้ายคราบนมหรือเป็นสีเหลืองขาว
- มีขนาดเล็กเป็นก้อนคล้ายนมบูด
- มีกลิ่นเหม็นอับ แต่ไม่มีกลิ่นคาว
- ร่วมกับมีอาการคันอย่างมากและระคายเคืองปากช่องคลอดหรือภายในช่องคลอด,
- ปากช่องคลอดมีอาการบวมแดง,
- มีอาการแสบร้อนเมื่อปัสสาวะหรือมีเพศสัมพันธ์,
- อาจเกิดผื่นแดงทั้งภายในและภายนอกช่องคลอด โดยอาจกระจายไปทั่วบริเวณหัวหน่าว อวัยวะเพศหรือต้นขา
การติดเชื้อชนิดนี้ส่วนใหญ่แล้วจะมีสาเหตุมาจากความอับชื้น, การใช้ยาปฏิชีวนะ, การใช้ยาสเตียรอยด์, การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด, ในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ, ผู้ป่วยโรคเบาหวาน, ผู้ติดเชื้อเอดส์หรือโรคเชื้อราในช่องคลอด, หญิงตั้งครรภ์, ความเครียด เป็นต้น
การสวมใส่เสื้อผ้าที่อบมากเกินไป การมีสภาพร่างกายที่อ้วนมาก รวมทั้งสภาพอากาศในบ้านเราที่ร้อนชื้นเป็นพิเศษ จะเหมาะแก่การเจริญเติบโตของเชื้อราเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้หญิงไทยเรามีการติดเชื้อราในช่องคลอดได้ง่ายมาก บางทีอยู่เฉย ๆ ยังไม่ได้ทำอะไรก็ยังเป็นเชื้อราในช่องคลอดได้ ซึ่งผิดกับผู้หญิงในเมืองหนาวที่มีจะมีการติดเชื้อราน้อยกว่า เพราะส่วนใหญ่จะเกิดเฉพาะในรายที่เป็นโรคเบาหวานหรือเป็นโรคต้องรับประทานยากดภูมิต้านทานบางอย่าง
เชื้อไวรัส
เกิดจากการติดโรคทางเพศสัมพันธ์ ส่วนใหญ่เป็นเชื้อ เฮอร์ปีส์ซิมเพล็กซ์ (Herpes simplex) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคเริม ทำให้มีตุ่มใส ๆ ขนาดเล็ก ต่อมาจะแตกออกกลายเป็นแผลและแสบคัน มีตกขาวสีเหลือง มีกลิ่นผิดปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในครั้งแรกที่ปรากฏอาการ
เชื้อบัคเตรีชนิดอื่น ๆ
เช่น เชื้อสแตฟีโลค็อกคัส (Staphylococcus), สเตรปโตค็อกคัส (Streptococcus) เป็นต้น ทั้งนี้อาจพบเชื้อต้นเหตุได้มากกว่า 1 ชนิดก็ได้
เกิดจากเนื้องอกอวัยวะสืบพันธุ์หญิง
เป็นสาเหตุที่พบได้รองลงมาจากการติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นเนื้องอกไม่ร้ายแรงหรือมะเร็งก็ตาม ก็อาจทำให้เกิดอาการตกขาวได้ โดยโรคมะเร็งที่มักก่ออาการตกขาวผิดปกติ คือ โรคมะเร็งช่องคลอด โรคมะเร็งปากมดลูก และโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
เกิดจากการมีวัตถุแปลกปลอมในช่องคลอด
ทำให้ผนังช่องคลอดระคายเคือง มีตกขาวเพิ่มมากขึ้นและมักมีกลิ่นเหม็น ในเด็กอาจพบเป็นเมล็ดผลไม้ เศษกระดาษ เศษลูกโป่ง ส่วนในผู้ใหญ่อาจพบเป็นผ้าอนามัยชนิดสอด กระดาษชำระ สำลี เศษยาง ถุงยางอนามัย หรืออุปกรณ์ทางเพศ แต่เมื่อเอาวัตถุแปลกปลอมเหล่านี้ออกแล้วก็จะหายเป็นปกติ

อาการตกขาวที่ผิดปกติ
ตกขาวผิดปกติ (Pathologic vaginal discharge) มีอาการได้หลายแบบโดยเฉพาะสีและกลิ่นที่เปลี่ยนไป ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นภายใน
- ตกขาวมีสีที่ผิดปกติไปจากเดิม เช่น จากใสไม่มีสีหรือสีขาวกลายเป็นสีเทา สีเขียว สีเหลือง สีชมพู สีน้ำตาล
- ตกขาวมีลักษณะข้นขึ้นหรือจับตัวเป็นก้อนหนา ปนหนอง เป็นมูกเลือดหรือมีเลือดปน หรือมีลักษณะเป็นฟองปนออกมา
- ตกขาวมีกลิ่นที่ผิดปกติหรือมีกลิ่นเหม็น (กลิ่นคล้ายเนื้อเน่า ปลาเน่า หรือมีกลิ่นคาวมาก)
- มีปริมาณตกขาวเพิ่มมากขึ้นจนผิดสังเกตหรือทำให้บางครั้งต้องใช้ผ้าอนามัย
- เป็นตกขาวติดต่อกันมานานเกิน 2 สัปดาห์
- มีอาการผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น คันในบริเวณปากช่องคลอด ปวดแสบปวดร้อนบริเวณปากช่องคลอด มีอาการถ่ายปัสสาวะแสบขัด มีอาการเจ็บเมื่อมีเพศสัมพันธ์ มีรอยโรคหรือแผลบริเวณอวัยวะเพศ มีอาการปวดท้องน้อย มีไข้ ขัดเบา เป็นต้น
โรคที่มาพร้อมตกขาวผิดปกติ
หากมีตกขาวผิดปกติ โดยการที่เกิดเป็นซ้ำๆ บ่อยๆ เพราะอาจส่งผลให้ปีกมดลูกเกิดการอักเสบ ท่อนำไข่ตัน เกิดภาวะมีบุตรยาก เพิ่มความเสี่ยงที่จะตั้งครรภ์นอกมดลูกสูงขึ้น หรือมีก้อนฝี หนองในอุ้งเชิงกรานได้ หรืออาจเกิดจากการติดเชื้อ หรือความไม่สมดุลในฮอร์โมนเพศอาจมีผลทำให้ตกขาวผิดปกติได้ ทำให้เกิดโรคได้ดังนี้
- เชื้อราในช่องคลอด ตกขาวจะมีลักษณะสีขาวขุ่นเป็นก้อน ๆ ออกมาจำนวนมาก บางครั้งอาจมีสีเขียวจากการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย อาการที่เป็นลักษณะเด่น คือ คันบริเวณช่องคลอด หรืออวัยวะเพศ บางรายเกาจนเกิดเป็นแผล ทำให้แสบเวลาขับถ่ายปัสสาวะหรือโดนน้ำ
ในกรณีที่แผลร่วมด้วย อาจจะต้องตรวจหาโรคติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์ด้วย เช่น เริม เป็นต้น - เชื้อแบคทีเรียในช่องคลอด ตกขาวจะมีลักษณะเป็นสีเขียว กลิ่นคาว ไม่คัน ไม่มีอาการแสบช่องคลอด
- เชื้อพยาธิในช่องคลอด ตกขาวมีลักษณะสีขาวเทา ตรวจพบการอักเสบที่ช่องคลอดและปากมดลูก
- โรคติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์ เช่น เริม ส่วนมากจะมีอาการเจ็บ แสบ คัน มีตุ่มแผลที่อวัยวะเพศ ร่วมกับปัสสาวะแสบขัด บางครั้งอาจจะมีไข้ร่วมด้วย
การรักษาตกขาวผิดปกติ
ต้องรักษาที่สาเหตุ และโรคที่ป่วยร่วมด้วย (ถ้ามี) ทั้งการรักษาด้วยยาเฉพาะทางหรือการผ่าตัด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอาการป่วยและความรุนแรงของโรค แต่โดยทั่วไปตกขาวผิดปกติมักจะเกิดจากการติดเชื้อประเภทแบคทีเรียหรือเชื้อราในช่องคลอด ซึ่งสามารถรักษาให้หายได้ด้วยการรับประทานยา ใช้ครีม/เจลทาในช่องคลอด หรือใช้ยาเหน็บช่องคลอด ดังนี้
- ตกขาวจากเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial vaginosis) เป็นอาการที่สามารถหายไปได้เอง หากผู้ป่วยไม่มีอาการใด ๆ ที่เป็นปัญหาและไม่ได้ตั้งครรภ์ก็อาจไม่จำเป็นต้องรับการรักษา ส่วนในรายที่มีอาการ ส่วนใหญ่แพทย์จะให้การรักษาด้วยการรับประทานยาปฏิชีวนะเมโทรนิดาโซล (Metronidazole)
- ตกขาวจากเชื้อทริโคโมแนส (Trichomonas vaginalis) เป็นโรคที่ต้องได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะโดยเร็วที่สุด เพื่อลดโอกาสการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น ซึ่งการรักษาส่วนใหญ่จะเป็นการรักษาด้วยการรับประทานยาปฏิชีวนะเมโทรนิดาโซล (Metronidazole) เช่นเดียวกับการรักษาอาการตกขาวจากเชื้อแบคทีเรีย
- ตกขาวจากเชื้อรา (Candida albicans) การรักษาการติดเชื้อราในช่องคลอด โดยส่วนใหญ่แล้วแพทย์จะพิจารณาให้ใช้ยาเหน็บช่องคลอดโคลไตรมาโซล (Clotrimazole vaginal tablets) เพื่อยับยั้งทำลายเชื้อราและกระบวนการสร้างเซลล์ของเชื้อรา ซึ่งยานี้จะมีทั้งขนาด 100 และ 500 มิลลิกรัม (หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปโดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ แต่หากใช้แล้วไม่หายหรืออาการยังไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษา
- การใช้ยาปฏิชีวนะ เพื่อรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อทริโคโมแนสควรอยู่ภายใต้การดูแลและคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ ผู้ป่วยไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง เพราะอาจมีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายได้ โดยเฉพาะเมื่อคุณกำลังตั้งครรภ์หรือใช้ต้องใช้ยาติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน และขนาดยาที่แนะนำให้ใช้ตามวิธีการรักษาด้านบนเป็นเพียงขนาดยาที่ใช้โดยทั่วไปสำหรับผู้ใหญ่เท่านั้น
ป้องกันการตกขาวผิดปกติ
- หลีกเลี่ยงการสวนล้างช่องคลอด และน้ำยาอนามัยล้างเฉพาะที่ ควรใช้เพียงแค่น้ำสะอาดล้างภายนอกเพียงอย่างเดียวเพื่อรักษาความสมดุลของแบคทีเรียในช่องคลอด
- หลีกการใช้แผ่นอนามัยติดต่อกันทุกวัน เนื่องจากจะทำให้เกิดการอับชื้นได้
- ควรใช้ถุงยางอนามัยขณะที่มีเพศสัมพันธ์
- ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะเป็นระยะเวลานาน หากไม่จำเป็น
- ดูแลอวัยวะเพศให้แห้งอยู่เสมอ ไม่อับชื้น
- หากพบว่ามีการตกขาวผิดปกติควรรีบไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษา เพราะการเกิดภาวะตกขาวนั้น เกิดจากสาเหตุที่แตกต่างกันออกไป ทางที่ดีที่สุด หากรู้สึกว่ามีอาการตกขาวที่ผิดปกติ ควรเข้าพบแพทย์เพื่อรักษาและคำแนะนำจากแพทย์อย่างถูกต้อง หากปล่อยไว้ นอกจากจะเกิดความรำคาญใจ แล้วยังส่งผลให้เกิดการรักษาที่ยากตามมาอีกด้วย
ตรวจอาการตกขาวที่ผิดปกติ ที่ภูเก็ตตรวจได้ที่ไหน?
ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก ให้บริการที่ใกล้ชิด ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทาง พร้อมทั้งทีมงานที่มีความชำนาญ พร้อมให้คำปรึกษาและ การรักษา โดยคุณสามารถเข้ารับบริการได้ทั้ง walk-in หรือนัดหมายล่วงหน้า เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการเข้ารับบริการ
ช่องทางการติดต่อ
สาขาลากูน่า
- ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาลากูน่า ตั้งอยู่ที่ 58/1 ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต 83100
- เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 22.00 น.
- สอบถามผ่าน Line id. @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
- เบอร์โทรติดต่อ 096 236 2449
- แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/SXaeLrSU9Lx47YPH6
- จองคิวตรวจออนไลน์ https://pmclaguna.youcanbook.me
สาขาในเมือง
- ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาเมืองภูเก็ต ตั้งอยู่ที่ 41/7-41/8 ตำบลตลาดเหนือ อำเภอเมืองภูเก็ต จ.ภูเก็ต 83000
- เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 21.00 น.
- สอบถามผ่าน Line id. @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
- เบอร์โทรติดต่อ 096 228 2449
- แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/yeU9qNArGg3qdwZw9
- จองคิวตรวจออนไลน์ https://pmctown.youcanbook.me
สาขาหอนาฬิกา
- ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาหอนาฬิกา 206/8 ถ. ภูเก็ต ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต ภูเก็ต 83000
- เปิดบริการวันจันทร์–ศุกร์ 11:00–19:00 น. ปิดวันเสาร์–อาทิตย์
- สอบถามผ่าน Line id. @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
- เบอร์โทรติดต่อ 096 696 2449
- แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/svPvTabmmD1DHe9v9
- จองคิวตรวจออนไลน์ https://phuketmedicalclinic.youcanbook.me

