แอลกอฮอล์เป็นเครื่องดื่มที่อยู่คู่กับสังคมมาช้านาน ไม่ว่าจะใช้ในงานสังสรรค์ งานเฉลิมฉลอง หรือเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมในหลายประเทศ อย่างไรก็ตาม เมื่อการดื่มแอลกอฮอล์กลายเป็นพฤติกรรมที่ควบคุมไม่ได้ ส่งผลต่อสุขภาพ การใช้ชีวิต ความสัมพันธ์ และหน้าที่การงาน อาจไม่ใช่เพียง คนดื่มหนัก แต่กำลังเผชิญกับ แอลกอฮอล์ลิซึ่ม (Alcoholism) หรือ โรคติดสุรา (Alcohol Use Disorder: AUD) ซึ่งเป็นโรคที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม
Table of Contents
- แอลกอฮอล์ลิซึ่ม (Alcoholism) คืออะไร?
- ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการดื่มหนัก กับโรคติดสุรา
- สาเหตุของโรคแอลกอฮอล์ลิซึ่ม
- ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคติดสุรา
- อาการของโรคแอลกอฮอล์ลิซึ่ม หรือโรคติดสุรา
- อาการถอนสุรา
- โรคที่เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์เรื้อรัง
- เมื่อใดควรพบแพทย์?
- การวินิจฉัยโรคติดสุรา
- การรักษาโรคแอลกอฮอล์ลิซึ่ม หรือโรคติดสุรา
- วิธีเลิกดื่มแอลกอฮอล์อย่างปลอดภัย
- การป้องกันโรคแอลกอฮอล์ลิซึ่ม หรือโรคติดสุรา
- อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
- ช่องทางการติดต่อ
- เอกสารอ้างอิง
องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า การดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่เกี่ยวข้องกับโรคและการบาดเจ็บมากกว่า 200 ชนิด รวมถึงเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของผู้คนนับล้านคนทั่วโลกในแต่ละปี การทำความเข้าใจว่าโรคติดสุราคืออะไร มีสาเหตุจากอะไร และสามารถรักษาได้อย่างไร จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทั้งผู้ดื่ม ครอบครัว และสังคม

แอลกอฮอล์ลิซึ่ม (Alcoholism) คืออะไร?
แอลกอฮอล์ลิซึ่ม (Alcoholism) เป็นคำที่เคยใช้กันอย่างแพร่หลายเพื่ออธิบายภาวะการติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่ในปัจจุบัน วงการแพทย์ใช้คำว่า Alcohol Use Disorder (AUD) หรือ โรคติดสุรา ซึ่งเป็นคำที่สะท้อนลักษณะของโรคได้ถูกต้องและครอบคลุมมากกว่า โดยจัดเป็นโรคเรื้อรังที่ส่งผลต่อการทำงานของสมองและพฤติกรรม ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมการดื่มแอลกอฮอล์ได้ แม้ว่าจะตระหนักดีว่าการดื่มกำลังส่งผลเสียต่อสุขภาพ การใช้ชีวิต การเรียน การทำงาน ความสัมพันธ์ในครอบครัว หรือสถานะทางการเงิน
โรคติดสุราไม่ใช่เพียงการ ดื่มหนัก หรือ ชอบดื่ม แต่เป็นภาวะที่สมองเกิดการเปลี่ยนแปลงจากการได้รับแอลกอฮอล์ซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน ส่งผลให้ระบบการให้รางวัล (Reward System) และสารสื่อประสาท เช่น โดพามีน (Dopamine) ทำงานผิดปกติ ผู้ป่วยจึงรู้สึกอยากดื่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ต้องใช้แอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากกว่าเดิมเพื่อให้ได้ความรู้สึกผ่อนคลายหรือมีความสุขเหมือนเดิม ซึ่งเรียกว่า ภาวะดื้อแอลกอฮอล์ (Tolerance)
เมื่อพยายามลดหรือหยุดดื่ม ผู้ป่วยบางรายอาจเกิด อาการถอนสุรา (Alcohol Withdrawal Syndrome) เช่น มือสั่น เหงื่อออก ใจสั่น กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ คลื่นไส้ หรือในรายที่รุนแรงอาจมีอาการชัก ประสาทหลอน หรือภาวะสับสนรุนแรง (Delirium Tremens) ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม
นอกจากนี้ โรคติดสุรายังเป็นผลจากหลายปัจจัยร่วมกัน ไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งเพียงอย่างเดียว ได้แก่
- ปัจจัยทางพันธุกรรม ผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคติดสุรามีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป
- ปัจจัยด้านสมองและชีววิทยา การเปลี่ยนแปลงของสารสื่อประสาทและวงจรการควบคุมพฤติกรรม
- ปัจจัยด้านจิตใจ เช่น ความเครียดเรื้อรัง ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล หรือการใช้แอลกอฮอล์เพื่อหลีกหนีปัญหา
- ปัจจัยด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม เช่น การเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ง่าย วัฒนธรรมการดื่ม การถูกชักชวนจากเพื่อน หรือการทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีการดื่มเป็นประจำ
สิ่งสำคัญที่ควรทำความเข้าใจคือ โรคติดสุราไม่ใช่ความล้มเหลวทางศีลธรรมหรือการขาดความรับผิดชอบ แต่เป็นโรคเรื้อรังที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาเช่นเดียวกับโรคเรื้อรังอื่น ๆ เช่น โรคเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถลด ละ หรือเลิกดื่มได้สำเร็จ หากได้รับการรักษาที่เหมาะสม ทั้งการใช้ยา การบำบัดทางจิตใจ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการสนับสนุนจากครอบครัวหรือกลุ่มช่วยเหลือ
องค์การอนามัยโลก (WHO) และผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ทั่วโลกต่างเน้นย้ำว่า การวินิจฉัยและเข้ารับการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคตับแข็ง โรคหัวใจ มะเร็งบางชนิด ความผิดปกติทางสุขภาพจิต และอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับการดื่มแอลกอฮอล์ อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพในระยะยาว

ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการดื่มหนัก กับโรคติดสุรา
แม้ว่าการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคติดสุรา แต่ ไม่ใช่ทุกคนที่ดื่มหนักจะเป็นโรคติดสุรา ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่การสูญเสียความสามารถในการควบคุมการดื่ม และการพึ่งพาแอลกอฮอล์ทั้งทางร่างกายและจิตใจ
| ประเด็นเปรียบเทียบ | การดื่มหนัก (Heavy Drinking) | โรคติดสุรา (Alcoholism / Alcohol Use Disorder) |
| การควบคุมการดื่ม | ยังสามารถควบคุมหรือหยุดดื่มได้ในหลายสถานการณ์ | ควบคุมปริมาณหรือความถี่ในการดื่มไม่ได้ แม้ตั้งใจจะลดหรือหยุด |
| ปริมาณที่ดื่ม | อาจดื่มมากในบางโอกาสหรือเป็นประจำ | มักดื่มมากกว่าที่ตั้งใจ และดื่มต่อเนื่องแม้ไม่วางแผนไว้ |
| ความอยากดื่ม (Craving) | อาจอยากดื่มเป็นครั้งคราว | มีความอยากดื่มอย่างรุนแรง และรู้สึกว่าต้องดื่ม |
| ความพยายามในการเลิกดื่ม | สามารถลดหรือหยุดดื่มได้เมื่อมีเหตุผลหรือแรงจูงใจ | พยายามเลิกหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ หรือกลับไปดื่มซ้ำ |
| ผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน | อาจยังไม่ส่งผลกระทบชัดเจน | การดื่มเริ่มส่งผลต่อการทำงาน การเรียน ความสัมพันธ์ หรือความรับผิดชอบ |
| การใช้เวลาเกี่ยวกับแอลกอฮอล์ | ดื่มเฉพาะบางโอกาส | ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการดื่ม การหาเครื่องดื่ม หรือการฟื้นตัวจากอาการเมา |
| การดื่มแม้เกิดปัญหา | อาจลดหรือหยุดดื่มเมื่อเกิดผลเสีย | ยังคงดื่มต่อ แม้มีปัญหาสุขภาพ ครอบครัว การงาน หรือการเงิน |
| อาการถอนสุรา (Withdrawal) | โดยทั่วไปไม่เกิดอาการถอนเมื่อหยุดดื่ม | อาจมีอาการมือสั่น เหงื่อออก นอนไม่หลับ วิตกกังวล คลื่นไส้ หรือชักเมื่อหยุดดื่ม |
| ความเสี่ยงต่อสุขภาพ | เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ หากดื่มต่อเนื่อง | มีความเสี่ยงสูงต่อโรคตับ โรคหัวใจ ความผิดปกติของสมอง ปัญหาสุขภาพจิต และภาวะแทรกซ้อนจากการติดสุรา |
| ความจำเป็นในการรักษา | อาจปรับพฤติกรรมและลดการดื่มได้ | ควรได้รับการประเมินและรักษาโดยแพทย์ อาจต้องใช้การบำบัดและการรักษาร่วมกับการดูแลระยะยาว |
สาเหตุของโรคแอลกอฮอล์ลิซึ่ม
โรคติดสุราไม่ได้เกิดจากสาเหตุเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่
- พันธุกรรม ผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคติดสุรามีโอกาสเกิดโรคมากกว่าคนทั่วไป
- สมองและสารสื่อประสาท แอลกอฮอล์กระตุ้นระบบรางวัล (Reward System) ของสมอง ทำให้หลั่งโดพามีน ส่งผลให้รู้สึกผ่อนคลายและมีความสุข เมื่อดื่มเป็นเวลานาน สมองจะปรับตัวจนต้องการแอลกอฮอล์มากขึ้น
- ปัจจัยด้านจิตใจ
- ความเครียด
- วิตกกังวล
- ภาวะซึมเศร้า
- PTSD
- บุคลิกภาพบางประเภท
- อาจเพิ่มโอกาสในการพึ่งพาแอลกอฮอล์
- สิ่งแวดล้อม
- การเข้าถึงแอลกอฮอล์ได้ง่าย
- วัฒนธรรมที่ส่งเสริมการดื่ม
- เพื่อนหรือครอบครัวที่ดื่มเป็นประจำ
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคติดสุรา
โรคติดสุราไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากหลายปัจจัยที่ส่งผลร่วมกัน ทั้งด้านชีวภาพ พันธุกรรม จิตใจ และสิ่งแวดล้อม โดยปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่
- เริ่มดื่มแอลกอฮอล์ตั้งแต่อายุน้อย การเริ่มดื่มแอลกอฮอล์ตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่นที่สมองยังพัฒนาไม่เต็มที่ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคติดสุราในอนาคต เนื่องจากแอลกอฮอล์ส่งผลต่อระบบการเรียนรู้ การควบคุมอารมณ์ และระบบการให้รางวัลของสมอง (Reward System) ทำให้สมองคุ้นเคยกับความรู้สึกพึงพอใจจากการดื่มได้ง่าย นอกจากนี้ ผู้ที่เริ่มดื่มเร็วมีแนวโน้มดื่มในปริมาณมากและดื่มต่อเนื่องเป็นเวลานาน ส่งผลให้โอกาสเกิดการพึ่งพาแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่
- ดื่มหนักหรือดื่มเป็นประจำ การดื่มในปริมาณมาก หรือดื่มอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้สมองเกิดการปรับตัวต่อแอลกอฮอล์ ผู้ดื่มจึงต้องเพิ่มปริมาณการดื่มเพื่อให้ได้ความรู้สึกผ่อนคลายหรือความสุขเช่นเดิม ซึ่งเรียกว่า ภาวะดื้อแอลกอฮอล์ (Tolerance) เมื่อหยุดดื่มหรือดื่มน้อยลง อาจเกิดอาการถอนสุรา เช่น มือสั่น เหงื่อออก นอนไม่หลับ วิตกกังวล คลื่นไส้ หรือในรายที่รุนแรงอาจเกิดอาการชักและภาวะเพ้อคลั่ง (Delirium Tremens) ส่งผลให้ผู้ป่วยกลับไปดื่มอีกครั้งเพื่อบรรเทาอาการ และกลายเป็นวงจรของการพึ่งพาแอลกอฮอล์
- มีประวัติคนในครอบครัวติดสุรา งานวิจัยพบว่า พันธุกรรมมีบทบาทสำคัญต่อการเกิดโรคติดสุรา ผู้ที่มีพ่อ แม่ พี่น้อง หรือญาติสายตรงเป็นโรคติดสุรา มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป เนื่องจากได้รับอิทธิพลทั้งจากพันธุกรรมและสภาพแวดล้อมภายในครอบครัว อย่างไรก็ตาม การมีประวัติครอบครัวไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นโรคติดสุราเสมอไป หากหลีกเลี่ยงการดื่ม ดูแลสุขภาพจิต และมีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม ก็สามารถลดความเสี่ยงได้
- มีโรคทางจิตเวชหรือปัญหาสุขภาพจิต ผู้ที่มีภาวะซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar Disorder) โรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (PTSD) หรือโรคทางจิตเวชอื่น ๆ อาจมีแนวโน้มใช้แอลกอฮอล์เป็นวิธีบรรเทาความทุกข์ทางอารมณ์ แม้การดื่มอาจทำให้รู้สึกผ่อนคลายชั่วคราว แต่เมื่อฤทธิ์ของแอลกอฮอล์หมดลง อาการทางจิตใจมักกลับมารุนแรงกว่าเดิม ส่งผลให้เกิดการดื่มซ้ำและเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดสุราในระยะยาว
- เผชิญความเครียดเรื้อรัง ความเครียดจากการทำงาน ปัญหาทางการเงิน ความขัดแย้งในครอบครัว การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก หรือเหตุการณ์ที่สร้างแรงกดดันต่อเนื่อง อาจทำให้บางคนเลือกใช้แอลกอฮอล์เป็นเครื่องมือในการผ่อนคลาย อย่างไรก็ตาม การใช้แอลกอฮอล์เพื่อจัดการกับความเครียดไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ และเมื่อทำเป็นประจำอาจนำไปสู่การพึ่งพาแอลกอฮอล์ได้
- ขาดการสนับสนุนจากครอบครัวหรือคนรอบข้าง ผู้ที่ขาดความอบอุ่นในครอบครัว ขาดกำลังใจ หรือไม่มีคนคอยให้คำปรึกษาเมื่อเผชิญปัญหา อาจมีแนวโน้มหันไปพึ่งแอลกอฮอล์มากขึ้น ในทางกลับกัน การได้รับการสนับสนุนจากครอบครัว เพื่อน หรือคนใกล้ชิด สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการดื่มหนัก และช่วยให้ผู้ที่ต้องการเลิกสุรามีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้น
- ใช้แอลกอฮอล์เพื่อหลีกหนีปัญหา หลายคนดื่มแอลกอฮอล์เพื่อคลายความเครียด ลดความเศร้า ลดความวิตกกังวล หรือหลีกหนีปัญหาชีวิต แม้วิธีนี้จะทำให้รู้สึกดีขึ้นเพียงชั่วคราว แต่เมื่อผลของแอลกอฮอล์หมดลง ความเครียดและปัญหายังคงอยู่ การดื่มเพื่อจัดการอารมณ์เช่นนี้ หากเกิดขึ้นบ่อยครั้ง อาจทำให้สมองเรียนรู้ว่าแอลกอฮอล์คือทางออกของทุกปัญหา และเพิ่มโอกาสเกิดโรคติดสุราในที่สุด
- สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมที่ส่งเสริมการดื่ม การอยู่ในสังคมหรือสถานที่ที่มีการดื่มเป็นเรื่องปกติ เช่น งานเลี้ยง งานสังสรรค์ สถานบันเทิง หรือบางลักษณะของการทำงาน อาจทำให้เกิดแรงกดดันทางสังคมในการดื่มบ่อยขึ้น นอกจากนี้ การเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ง่าย การโฆษณา หรือการมองว่าการดื่มเป็นส่วนหนึ่งของการเข้าสังคม ก็อาจส่งผลให้เกิดพฤติกรรมดื่มอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดสุรา
- บุคลิกภาพและพฤติกรรมเสี่ยง ผู้ที่มีลักษณะหุนหันพลันแล่น (Impulsivity) ชอบแสวงหาความตื่นเต้น (Sensation Seeking) หรือมีปัญหาในการควบคุมตนเอง อาจมีแนวโน้มทดลองดื่มตั้งแต่อายุน้อย ดื่มในปริมาณมาก หรือมีพฤติกรรมเสี่ยงอื่น ๆ ร่วมด้วย จึงมีโอกาสพัฒนาไปสู่โรคติดสุราได้มากกว่าคนทั่วไป

อาการของโรคแอลกอฮอล์ลิซึ่ม หรือโรคติดสุรา
โรคติดสุรา (Alcohol Use Disorder: AUD) เป็นโรคที่พัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยในระยะแรกผู้ป่วยอาจไม่รู้ตัวว่ากำลังมีปัญหากับการดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากอาการมักเริ่มจากการดื่มเพื่อเข้าสังคม คลายเครียด หรือผ่อนคลาย แต่เมื่อเวลาผ่านไป สมองจะเกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้ต้องการแอลกอฮอล์มากขึ้นและควบคุมการดื่มได้ยากขึ้น
อาการของโรคติดสุราอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ตั้งแต่ระดับเล็กน้อยไปจนถึงรุนแรง โดยสัญญาณที่พบบ่อย ได้แก่
- ดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อดื่มเป็นเวลานาน ร่างกายจะเกิด ภาวะดื้อแอลกอฮอล์ (Tolerance) ทำให้ต้องดื่มในปริมาณที่มากขึ้นเพื่อให้รู้สึกผ่อนคลายหรือมึนเมาเท่าเดิม ซึ่งเป็นหนึ่งในสัญญาณสำคัญของการพึ่งพาแอลกอฮอล์
- ดื่มแล้วหยุดไม่ได้ หลายคนตั้งใจว่าจะดื่มเพียง 1–2 แก้ว แต่กลับดื่มต่อเนื่องจนเมาหรือดื่มมากกว่าที่วางแผนไว้เป็นประจำ แม้พยายามควบคุมตนเองก็ไม่สามารถหยุดได้
- ดื่มเป็นประจำหรือดื่มทุกวัน ผู้ป่วยบางรายรู้สึกว่าต้องดื่มทุกวัน หรือดื่มแทบทุกวัน หากไม่ได้ดื่มจะรู้สึกไม่สบายใจ กระวนกระวาย หรือขาดความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวัน
- ต้องดื่มเพื่อให้ทำงานหรือใช้ชีวิตได้ บางคนเริ่มพึ่งพาแอลกอฮอล์จนรู้สึกว่าต้องดื่มก่อนเริ่มงาน ก่อนเข้าสังคม หรือก่อนทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้สามารถทำงานหรือใช้ชีวิตได้ตามปกติ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าการดื่มเริ่มมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต
- ดื่มตั้งแต่ช่วงเช้า การดื่มทันทีหลังตื่นนอน หรือดื่มตั้งแต่ช่วงเช้าเพื่อบรรเทาอาการมือสั่น วิตกกังวล หรืออาการไม่สบายจากการไม่ได้ดื่ม ถือเป็นสัญญาณของการพึ่งพาแอลกอฮอล์ในระดับที่ค่อนข้างรุนแรง
- ซ่อนการดื่มหรือโกหกเกี่ยวกับการดื่ม ผู้ป่วยบางรายอาจแอบดื่มคนเดียว ซ่อนขวดสุรา หรือปกปิดปริมาณการดื่มจากคนในครอบครัว เนื่องจากรู้สึกอับอายหรือไม่ต้องการให้ผู้อื่นรับรู้ถึงปัญหาการดื่มของตน
- มีอาการผิดปกติเมื่อไม่ได้ดื่ม เมื่อไม่ได้ดื่มเป็นระยะเวลาหนึ่ง อาจเริ่มมีอาการมือสั่น เหงื่อออก ใจสั่น กระสับกระส่าย หรือรู้สึกอยากดื่มอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นสัญญาณของการพึ่งพาแอลกอฮอล์ทางร่างกาย
- นอนไม่หลับและหงุดหงิดง่าย แม้แอลกอฮอล์อาจทำให้ง่วงในช่วงแรก แต่การดื่มต่อเนื่องกลับส่งผลเสียต่อคุณภาพการนอน ทำให้หลับไม่สนิท ตื่นกลางดึก หรือฝันร้าย นอกจากนี้ยังอาจทำให้หงุดหงิด อารมณ์แปรปรวน และควบคุมอารมณ์ได้ยากขึ้น
- ยังคงดื่มต่อแม้สุขภาพหรือชีวิตได้รับผลกระทบ แม้จะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคตับ ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือเกิดปัญหาครอบครัว การงาน และการเงิน ผู้ป่วยยังคงดื่มต่อ หรือไม่สามารถลดการดื่มได้ ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของโรคติดสุรา
- พยายามเลิกหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยตระหนักว่าการดื่มส่งผลเสียต่อชีวิตและพยายามเลิกด้วยตนเองหลายครั้ง แต่กลับไปดื่มซ้ำ เนื่องจากเกิดความอยากดื่มอย่างรุนแรงและมีอาการถอนสุราเมื่อหยุดดื่ม

อาการถอนสุรา
อาการถอนสุรา (Alcohol Withdrawal) คือ กลุ่มอาการที่เกิดขึ้นเมื่อผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากและต่อเนื่องเป็นเวลานาน ลดปริมาณการดื่มหรือหยุดดื่มกะทันหัน เนื่องจากสมองและระบบประสาทที่เคยปรับตัวกับการได้รับแอลกอฮอล์เกิดความไม่สมดุล ส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติทั้งทางร่างกายและจิตใจ
โดยทั่วไป อาการถอนสุราอาจเริ่มภายใน 6–24 ชั่วโมง หลังดื่มครั้งสุดท้าย และความรุนแรงแตกต่างกันในแต่ละบุคคล
อาการถอนสุราระยะเริ่มต้น
อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่
- มือสั่น โดยเฉพาะขณะหยิบจับสิ่งของ
- เหงื่อออกมากผิดปกติ
- ใจสั่น หรือหัวใจเต้นเร็ว
- คลื่นไส้ อาเจียน
- ปวดศีรษะ
- วิตกกังวล กระสับกระส่าย
- นอนไม่หลับหรือหลับไม่สนิท
- ความดันโลหิตสูง
- เบื่ออาหาร
- รู้สึกอยากดื่มแอลกอฮอล์อย่างรุนแรง
อาการถอนสุรารุนแรง
ในผู้ที่ดื่มหนักต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจเกิดภาวะรุนแรงที่เป็นอันตรายถึงชีวิต ได้แก่
- ชัก (Alcohol Withdrawal Seizure) ซึ่งมักเกิดภายใน 6–48 ชั่วโมงหลังหยุดดื่ม
- ประสาทหลอน (Hallucinations) เช่น เห็นภาพ ได้ยินเสียง หรือรู้สึกว่ามีสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง
- Delirium Tremens (DT) ภาวะสับสนรุนแรงที่อาจมีไข้สูง เหงื่อออกมาก หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตผิดปกติ กระสับกระส่าย และประสาทหลอน ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่มีอัตราการเสียชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
- หมดสติ หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนที่คุกคามชีวิต
อาการถอนสุราอันตรายหรือไม่?
อาการถอนสุราอาจมีตั้งแต่ระดับเล็กน้อยจนถึงรุนแรง และในบางรายอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากเป็นเวลานาน หรือเคยมีประวัติชักจากการหยุดดื่มมาก่อน
ดังนั้น ไม่ควรหยุดดื่มเองทันที หากมีประวัติดื่มหนักต่อเนื่องเป็นเวลานาน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยง และวางแผนการหยุดดื่มอย่างปลอดภัย ซึ่งอาจรวมถึงการใช้ยา การติดตามอาการ และการดูแลในสถานพยาบาล เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
โรคที่เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์เรื้อรัง
การดื่มสุราในระยะยาวเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลายชนิด เช่น
โรคตับ
- ไขมันพอกตับ
- ตับอักเสบจากแอลกอฮอล์
- ตับแข็ง
- มะเร็งตับ
โรคหัวใจ
- ความดันโลหิตสูง
- หัวใจเต้นผิดจังหวะ
- กล้ามเนื้อหัวใจเสื่อม
โรคสมอง
- ความจำเสื่อม
- สมองฝ่อ
- Wernicke-Korsakoff Syndrome
โรคมะเร็ง เพิ่มความเสี่ยงต่อ
- มะเร็งช่องปาก
- มะเร็งคอหอย
- มะเร็งหลอดอาหาร
- มะเร็งตับ
- มะเร็งลำไส้ใหญ่
- มะเร็งเต้านม
ปัญหาสุขภาพจิต
- ซึมเศร้า
- วิตกกังวล
- นอนไม่หลับ
- เสี่ยงฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น
เมื่อใดควรพบแพทย์?
ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์ หากมีอาการหรือพฤติกรรมต่อไปนี้
- ดื่มแอลกอฮอล์แล้วควบคุมปริมาณไม่ได้
- ดื่มเป็นประจำจนกระทบต่อการทำงาน การเรียน หรือครอบครัว
- พยายามเลิกดื่มหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ
- มีอาการมือสั่น เหงื่อออก หรือใจสั่นเมื่อไม่ได้ดื่ม
- ดื่มต่อแม้ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคที่เกิดจากแอลกอฮอล์
- คนในครอบครัวหรือคนใกล้ชิดแสดงความกังวลเกี่ยวกับพฤติกรรมการดื่ม
การเข้ารับการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะช่วยให้ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน และเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวและกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ

การวินิจฉัยโรคติดสุรา
การวินิจฉัยโรคติดสุรา (Alcohol Use Disorder: AUD) ไม่ได้พิจารณาจากปริมาณการดื่มเพียงอย่างเดียว แต่แพทย์จะประเมินจากรูปแบบการดื่ม ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสุขภาพและการใช้ชีวิต รวมถึงอาการที่บ่งชี้ถึงการพึ่งพาแอลกอฮอล์ เพื่อแยกความแตกต่างระหว่างผู้ที่ดื่มเป็นครั้งคราว ผู้ที่ดื่มหนัก และผู้ที่เข้าข่ายโรคติดสุรา
การได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้นมีความสำคัญ เพราะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เหมาะสม ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน และเพิ่มโอกาสในการเลิกดื่มได้สำเร็จในระยะยาว
1. ซักประวัติการดื่มแอลกอฮอล์ แพทย์จะสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับพฤติกรรมการดื่ม เช่น
- ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดใด
- ดื่มบ่อยเพียงใด และดื่มในปริมาณเท่าใด
- เริ่มดื่มตั้งแต่อายุเท่าไร
- เคยพยายามลดหรือเลิกดื่มหรือไม่
- มีอาการอยากดื่มอย่างรุนแรง (Craving) หรือไม่
- เคยมีอาการถอนสุราเมื่อหยุดดื่มหรือไม่
- การดื่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพ การทำงาน การเรียน หรือความสัมพันธ์ในครอบครัวหรือไม่
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้แพทย์ประเมินระดับความรุนแรงของโรคและวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม
2. ตรวจร่างกาย การตรวจร่างกายมีจุดประสงค์เพื่อค้นหาผลกระทบจากการดื่มแอลกอฮอล์เรื้อรัง เช่น
- ความดันโลหิตสูง
- หัวใจเต้นผิดจังหวะ
- มือสั่น
- ตับโต
- ตัวเหลือง ตาเหลือง
- ภาวะขาดสารอาหาร
- ความผิดปกติของระบบประสาท
- ปัญหาด้านความจำหรือการทรงตัว
นอกจากนี้ แพทย์จะประเมินว่าผู้ป่วยกำลังมีอาการถอนสุราหรือไม่ เพื่อวางแผนการรักษาอย่างปลอดภัย
3. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ แม้จะไม่มีการตรวจเลือดที่สามารถยืนยันโรคติดสุราได้โดยตรง แต่การตรวจทางห้องปฏิบัติการช่วยประเมินผลกระทบของแอลกอฮอล์ต่อร่างกาย และค้นหาโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น เช่น
- การตรวจการทำงานของตับ (Liver Function Test: LFT) เช่น AST, ALT, GGT และ Bilirubin เพื่อประเมินภาวะตับอักเสบหรือโรคตับจากแอลกอฮอล์
- การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count: CBC) เพื่อค้นหาภาวะโลหิตจางหรือความผิดปกติของเม็ดเลือด
- การตรวจระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด เพื่อประเมินโรคร่วมที่อาจเกิดจากการดื่มเรื้อรัง
- การตรวจการทำงานของไตและระดับเกลือแร่ เพื่อประเมินภาวะขาดน้ำหรือความผิดปกติของอวัยวะต่าง ๆ
- การประเมินภาวะขาดวิตามิน โดยเฉพาะวิตามินบี 1 (Thiamine) ซึ่งพบได้บ่อยในผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นเวลานาน และอาจนำไปสู่ความผิดปกติของระบบประสาท
4. การประเมินสุขภาพจิต ผู้ป่วยโรคติดสุราหลายรายอาจมีโรคทางจิตเวชร่วมด้วย เช่น
- ภาวะซึมเศร้า
- โรควิตกกังวล
- โรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar Disorder)
- โรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (PTSD)
- การใช้สารเสพติดชนิดอื่นร่วมกับแอลกอฮอล์
การประเมินสุขภาพจิตร่วมด้วยมีความสำคัญ เพราะการรักษาทั้งโรคติดสุราและโรคทางจิตเวชควบคู่กัน จะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาให้ประสบความสำเร็จ
5. การใช้แบบประเมินคัดกรองโรคติดสุรา แพทย์อาจใช้แบบประเมินมาตรฐานเพื่อช่วยคัดกรองและประเมินความรุนแรงของปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ เช่น
Alcohol Use Disorders Identification Test (AUDIT)
AUDIT เป็นแบบประเมินที่องค์การอนามัยโลก (WHO) พัฒนาขึ้น ประกอบด้วยคำถามเกี่ยวกับ
- ความถี่ในการดื่ม
- ปริมาณการดื่ม
- พฤติกรรมการดื่มที่เสี่ยง
- ผลกระทบจากการดื่มต่อสุขภาพและการใช้ชีวิต
แบบประเมินนี้ได้รับการยอมรับและใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก เพื่อช่วยคัดกรองผู้ที่มีความเสี่ยงและผู้ที่อาจเป็นโรคติดสุรา
CAGE Questionnaire
อีกหนึ่งแบบประเมินที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย คือ CAGE Questionnaire ซึ่งประกอบด้วยคำถามสั้น ๆ 4 ข้อ เพื่อประเมินว่าผู้ป่วยเคยรู้สึกว่าควรลดการดื่ม รู้สึกรำคาญเมื่อมีคนตำหนิการดื่ม รู้สึกผิดเกี่ยวกับการดื่ม หรือเคยดื่มทันทีหลังตื่นนอนหรือไม่
6. การวินิจฉัยตามเกณฑ์ DSM-5 ปัจจุบัน แพทย์จำนวนมากใช้เกณฑ์จาก Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders, Fifth Edition (DSM-5) ของสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน (American Psychiatric Association: APA) ในการวินิจฉัยโรคติดสุรา
เกณฑ์ดังกล่าวพิจารณาจากอาการและพฤติกรรมที่เกิดขึ้นภายในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา เช่น
- ดื่มมากกว่าหรือนานกว่าที่ตั้งใจ
- พยายามลดหรือเลิกดื่มหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ
- ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการดื่มหรือฟื้นตัวจากการดื่ม
- มีความอยากดื่มอย่างรุนแรง
- การดื่มส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงาน การเรียน หรือครอบครัว
- ยังคงดื่มแม้เกิดปัญหาด้านสุขภาพหรือความสัมพันธ์
- เลิกทำกิจกรรมที่เคยชอบเพราะการดื่ม
- ดื่มในสถานการณ์ที่เสี่ยงต่ออันตราย เช่น ขับรถหลังดื่ม
- เกิดภาวะดื้อแอลกอฮอล์ (Tolerance)
- มีอาการถอนสุรา (Withdrawal)
หากมีอาการเข้าเกณฑ์ตามจำนวนที่กำหนด แพทย์จะจำแนกระดับความรุนแรงของโรคเป็น ระดับเล็กน้อย (Mild), ระดับปานกลาง (Moderate) และ ระดับรุนแรง (Severe) เพื่อใช้วางแผนการรักษาที่เหมาะสม

การรักษาโรคแอลกอฮอล์ลิซึ่ม หรือโรคติดสุรา
โรคติดสุรา (Alcohol Use Disorder: AUD) เป็นโรคเรื้อรังที่สามารถรักษาและควบคุมอาการได้ แม้ว่าผู้ป่วยบางรายอาจมีโอกาสกลับไปดื่มซ้ำ (Relapse) แต่การได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง จะช่วยลดความอยากดื่ม ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ
การรักษาโรคติดสุราไม่ได้อาศัยเพียงการหยุดดื่มเท่านั้น แต่เป็นการดูแลแบบองค์รวม ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม โดยแพทย์จะวางแผนการรักษาให้เหมาะสมกับระดับความรุนแรงของโรค ภาวะสุขภาพ และความพร้อมของผู้ป่วยแต่ละราย
1. การดูแลในช่วงถอนสุรา (Alcohol Withdrawal Management)
ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากและต่อเนื่องเป็นเวลานาน ไม่ควรหยุดดื่มทันทีโดยไม่มีการประเมินจากแพทย์ เนื่องจากอาจเกิด อาการถอนสุรา (Alcohol Withdrawal Syndrome) ซึ่งมีความรุนแรงแตกต่างกัน ตั้งแต่อาการมือสั่น เหงื่อออก ใจสั่น และนอนไม่หลับ ไปจนถึงอาการชักหรือภาวะ Delirium Tremens (DT) ที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
ในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง แพทย์อาจพิจารณาให้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เพื่อเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิด พร้อมให้สารน้ำ วิตามิน โดยเฉพาะวิตามินบี 1 (Thiamine) และยาที่ช่วยลดความรุนแรงของอาการถอนสุรา ทั้งนี้แนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และสภาพร่างกายของผู้ป่วยแต่ละราย
2. การใช้ยาเพื่อลดความอยากดื่มและป้องกันการกลับไปดื่มซ้ำ
หลังผ่านช่วงถอนสุราแล้ว แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาร่วมกับการบำบัดทางจิตใจ เพื่อช่วยลดความอยากดื่มและลดโอกาสการกลับไปดื่มซ้ำ โดยยาที่ใช้บ่อย ได้แก่
- Naltrexone เป็นยาที่ช่วยลดความรู้สึกพึงพอใจจากการดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้ความอยากดื่มลดลง และช่วยลดโอกาสในการกลับไปดื่มซ้ำ เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่สามารถหยุดดื่มได้แล้วหรือกำลังอยู่ในแผนการรักษาภายใต้การดูแลของแพทย์
- Acamprosate ช่วยปรับสมดุลของสารสื่อประสาทในสมองที่เปลี่ยนแปลงจากการดื่มแอลกอฮอล์เป็นเวลานาน ทำให้ลดความอยากดื่ม และช่วยสนับสนุนการงดดื่มในระยะยาว ยานี้มักใช้ร่วมกับการบำบัดด้านพฤติกรรมและการติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง
- Disulfiram เป็นยาที่ออกฤทธิ์แตกต่างจากยาชนิดอื่น โดยหากผู้ป่วยดื่มแอลกอฮอล์หลังรับประทานยา จะเกิดอาการไม่พึงประสงค์ เช่น หน้าแดง คลื่นไส้ อาเจียน ใจสั่น ปวดศีรษะ และความดันโลหิตเปลี่ยนแปลง จึงช่วยให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงการดื่ม
อย่างไรก็ตาม ยานี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยบางรายที่มีแรงจูงใจในการเลิกดื่ม และต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจเกิดผลข้างเคียงและมีข้อห้ามใช้ในผู้ป่วยบางกลุ่ม
หมายเหตุ: ยาทุกชนิดต้องใช้ตามคำแนะนำของแพทย์ ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง เนื่องจากการเลือกใช้ยาจะขึ้นอยู่กับโรคประจำตัว การทำงานของตับและไต รวมถึงยาชนิดอื่นที่ผู้ป่วยใช้อยู่
3. การบำบัดทางจิตใจ (Psychological Therapy)
การบำบัดทางจิตใจเป็นส่วนสำคัญของการรักษาโรคติดสุรา เพราะช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจสาเหตุของการดื่ม เรียนรู้วิธีจัดการกับความเครียด และลดความเสี่ยงของการกลับไปดื่มซ้ำ
- Cognitive Behavioral Therapy (CBT) หรือการบำบัดความคิดและพฤติกรรม เป็นแนวทางที่ช่วยให้ผู้ป่วยระบุความคิด ความรู้สึก และสถานการณ์ที่กระตุ้นให้เกิดการดื่ม พร้อมเรียนรู้วิธีเปลี่ยนพฤติกรรมและรับมือกับสถานการณ์เสี่ยงอย่างเหมาะสม
- Motivational Interviewing (MI) เป็นการให้คำปรึกษาที่มุ่งสร้างแรงจูงใจในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม โดยช่วยให้ผู้ป่วยค้นพบเหตุผลในการเลิกดื่มด้วยตนเอง เพิ่มความมั่นใจ และเสริมความพร้อมในการรักษา
- Family Therapy โรคติดสุราส่งผลกระทบต่อสมาชิกในครอบครัวอย่างมาก การบำบัดครอบครัวจึงช่วยให้ทุกคนเข้าใจธรรมชาติของโรค สื่อสารกันได้ดีขึ้น ลดความขัดแย้ง และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการฟื้นตัวของผู้ป่วย
4. การเข้าร่วมกลุ่มสนับสนุน (Support Groups)
การได้รับกำลังใจจากผู้ที่มีประสบการณ์คล้ายกัน สามารถช่วยให้ผู้ป่วยมีแรงจูงใจในการเลิกดื่มและลดความรู้สึกโดดเดี่ยว
หนึ่งในกลุ่มที่เป็นที่รู้จักทั่วโลก คือ Alcoholics Anonymous (AA) ซึ่งเป็นกลุ่มช่วยเหลือตนเองสำหรับผู้ที่ต้องการเลิกดื่ม โดยสมาชิกจะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ให้กำลังใจ และสนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างต่อเนื่อง
แม้ว่าการเข้าร่วมกลุ่มสนับสนุนจะไม่สามารถทดแทนการรักษาทางการแพทย์ได้ แต่การใช้ร่วมกับการรักษาอื่น ๆ เช่น การใช้ยาและจิตบำบัด สามารถช่วยเพิ่มโอกาสในการงดดื่มในระยะยาวได้
5. การดูแลสุขภาพและการติดตามผลระยะยาว
โรคติดสุราเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง แม้ผู้ป่วยจะสามารถหยุดดื่มได้แล้ว ก็ยังควรพบแพทย์ตามนัด เพื่อประเมินสุขภาพ ติดตามผลการรักษา และป้องกันการกลับไปดื่มซ้ำ
แนวทางดูแลตนเองระหว่างการรักษา ได้แก่
- หลีกเลี่ยงสถานการณ์หรือสิ่งกระตุ้นที่ทำให้อยากดื่ม
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และครบถ้วน
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
- ฝึกการจัดการความเครียด เช่น การทำสมาธิ การฝึกหายใจ หรือการทำกิจกรรมที่ชื่นชอบ
- ขอความช่วยเหลือจากครอบครัว เพื่อน หรือผู้เชี่ยวชาญ เมื่อรู้สึกเสี่ยงที่จะกลับไปดื่มอีก
โรคติดสุรารักษาหายได้หรือไม่?
แม้โรคติดสุราจะจัดเป็นโรคเรื้อรังที่อาจมีโอกาสกลับไปดื่มซ้ำได้ แต่ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถควบคุมโรคและใช้ชีวิตได้ตามปกติ หากได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมและมีการติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง
สิ่งสำคัญคือ การเข้ารับการรักษาโดยเร็วเมื่อเริ่มมีปัญหาการดื่ม ไม่ควรรอจนเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคตับ โรคหัวใจ หรือปัญหาทางสุขภาพจิต เพราะการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นมักให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า และช่วยเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวอย่างยั่งยืน
วิธีเลิกดื่มแอลกอฮอล์อย่างปลอดภัย
การเลิกดื่มแอลกอฮอล์เป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูสุขภาพกายและสุขภาพจิต แต่สำหรับผู้ที่ดื่มในปริมาณมากหรือดื่มต่อเนื่องเป็นเวลานาน การหยุดดื่มทันทีอาจทำให้เกิด อาการถอนสุรา (Alcohol Withdrawal Syndrome) ซึ่งมีตั้งแต่อาการเล็กน้อย เช่น มือสั่น เหงื่อออก และนอนไม่หลับ ไปจนถึงอาการรุนแรง เช่น ชักหรือภาวะสับสนรุนแรง (Delirium Tremens) ที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
ดังนั้น การเลิกดื่มอย่างปลอดภัยควรได้รับการประเมินและวางแผนร่วมกับแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติดื่มหนักเป็นเวลานาน
- ประเมินระดับการดื่มกับแพทย์ ก่อนเริ่มเลิกดื่ม ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์ เพื่อประเมินระดับความรุนแรงของการดื่ม ความเสี่ยงในการเกิดอาการถอนสุรา และภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น แพทย์อาจซักประวัติการดื่ม ตรวจร่างกาย ตรวจเลือด และใช้แบบประเมินมาตรฐาน เช่น Alcohol Use Disorders Identification Test (AUDIT) เพื่อวางแผนการรักษาให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
- ไม่ควรหยุดดื่มเอง หากดื่มหนักเป็นเวลานาน ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากเป็นประจำ ไม่ควรหยุดดื่มทันทีโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ เพราะอาจเกิดอาการถอนสุราที่รุนแรง เช่น ชัก ประสาทหลอน หรือภาวะ Delirium Tremens ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ ในบางกรณี แพทย์อาจแนะนำให้เข้ารับการดูแลในโรงพยาบาล เพื่อเฝ้าระวังอาการและให้การรักษาอย่างปลอดภัย
- ขอความช่วยเหลือจากครอบครัวและคนใกล้ชิด การเลิกดื่มไม่จำเป็นต้องทำเพียงลำพัง การได้รับกำลังใจและการสนับสนุนจากครอบครัว เพื่อน หรือผู้ที่ไว้ใจ สามารถช่วยให้ผู้ป่วยผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก ลดความรู้สึกโดดเดี่ยว และเพิ่มโอกาสในการเลิกดื่มได้สำเร็จ คนในครอบครัวควรให้กำลังใจ รับฟังอย่างเข้าใจ และหลีกเลี่ยงการตำหนิหรือกดดัน เพราะโรคติดสุราเป็นโรคที่ต้องอาศัยการรักษา ไม่ใช่ปัญหาที่เกิดจากการขาดความตั้งใจเพียงอย่างเดียว
- ข้ารับการบำบัดและรักษาอย่างต่อเนื่อง การรักษาโรคติดสุราไม่ได้อาศัยเพียงการหยุดดื่ม แต่ควรได้รับการบำบัดร่วมด้วย เช่น การใช้ยาเพื่อลดความอยากดื่ม การบำบัดทางจิตใจ และการเข้าร่วมกลุ่มสนับสนุน การติดตามผลการรักษาอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้แพทย์สามารถประเมินอาการ ปรับแผนการรักษา และลดความเสี่ยงของการกลับไปดื่มซ้ำได้
- หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่กระตุ้นให้เกิดการดื่ม ในช่วงเริ่มต้นของการเลิกดื่ม ควรหลีกเลี่ยงสถานการณ์หรือสิ่งแวดล้อมที่อาจกระตุ้นให้อยากดื่ม เช่น
- งานสังสรรค์ที่มีการดื่มแอลกอฮอล์
- ร้านเหล้าหรือสถานบันเทิง
- กลุ่มเพื่อนที่ชักชวนให้ดื่ม
- ความเครียดหรืออารมณ์ด้านลบที่เคยใช้การดื่มเป็นทางออก
- การเตรียมแผนรับมือกับสถานการณ์เหล่านี้ล่วงหน้า จะช่วยลดโอกาสของการกลับไปดื่มได้
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายช่วยกระตุ้นการหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน (Endorphins) ซึ่งช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ลดความเครียด และช่วยลดความอยากดื่มในบางคน นอกจากนี้ ยังช่วยฟื้นฟูสุขภาพหัวใจ กล้ามเนื้อ และระบบเผาผลาญที่อาจได้รับผลกระทบจากการดื่มแอลกอฮอล์เป็นเวลานาน
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ผู้ที่เพิ่งเลิกดื่มจำนวนมากอาจประสบปัญหานอนไม่หลับหรือหลับไม่สนิทในช่วงแรก การจัดเวลานอนให้เป็นเวลา หลีกเลี่ยงคาเฟอีนก่อนนอน และสร้างบรรยากาศที่เหมาะสมสำหรับการพักผ่อน จะช่วยให้คุณภาพการนอนดีขึ้น และช่วยลดความเหนื่อยล้าและความเครียด
- ดูแลสุขภาพจิตควบคู่กัน ผู้ป่วยโรคติดสุราหลายรายมีปัญหาสุขภาพจิตร่วมด้วย เช่น ภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล หรือความเครียดเรื้อรัง หากไม่ได้รับการดูแล อาจเพิ่มความเสี่ยงในการกลับไปดื่มอีก การพูดคุยกับนักจิตวิทยา จิตแพทย์ หรือผู้ให้คำปรึกษา รวมถึงการฝึกสมาธิ การฝึกสติ (Mindfulness) หรือการทำกิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลาย สามารถช่วยให้จัดการอารมณ์ได้ดีขึ้นและสนับสนุนการเลิกดื่มในระยะยาว

การป้องกันโรคแอลกอฮอล์ลิซึ่ม หรือโรคติดสุรา
แม้โรคติดสุราจะสามารถรักษาได้ แต่การป้องกันตั้งแต่ก่อนเกิดโรคเป็นแนวทางที่ดีที่สุด เพราะช่วยลดผลกระทบต่อสุขภาพ คุณภาพชีวิต และปัญหาทางสังคมในระยะยาว
แนวทางลดความเสี่ยงในการเกิดโรคติดสุรา มีดังนี้
- ไม่เริ่มดื่มแอลกอฮอล์ตั้งแต่อายุน้อย การเริ่มดื่มตั้งแต่วัยเด็กหรือวัยรุ่นสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่สูงขึ้นในการเกิดโรคติดสุราเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ เนื่องจากสมองยังอยู่ในช่วงพัฒนาและไวต่อผลกระทบของแอลกอฮอล์ การให้ความรู้เกี่ยวกับผลเสียของแอลกอฮอล์แก่เด็กและเยาวชน รวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย จะช่วยลดโอกาสในการเริ่มดื่มได้
- จำกัดปริมาณการดื่ม สำหรับผู้ที่เลือกดื่มแอลกอฮอล์ ควรดื่มอย่างพอเหมาะและหลีกเลี่ยงการดื่มในปริมาณมากหรือดื่มติดต่อกันหลายวัน เพราะการดื่มหนักเป็นประจำจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการพึ่งพาแอลกอฮอล์และโรคเรื้อรังหลายชนิด
- หลีกเลี่ยงการดื่มเพื่อคลายเครียดหรือแก้ปัญหา การใช้แอลกอฮอล์เพื่อรับมือกับความเครียด ความเศร้า หรือความวิตกกังวล อาจทำให้เกิดการพึ่งพาแอลกอฮอล์ในระยะยาว ควรหาวิธีผ่อนคลายที่ปลอดภัยกว่า เช่น การออกกำลังกาย การพูดคุยกับคนที่ไว้ใจ การทำงานอดิเรก หรือการฝึกสมาธิ
- เรียนรู้วิธีจัดการความเครียดอย่างเหมาะสม การจัดการความเครียดอย่างสร้างสรรค์ เช่น การบริหารเวลา การพักผ่อนอย่างเพียงพอ การฝึกหายใจลึก ๆ หรือการขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต สามารถช่วยลดความจำเป็นในการใช้แอลกอฮอล์เป็นเครื่องมือในการผ่อนคลาย
- สังเกตพฤติกรรมการดื่มของตนเอง
- ควรหมั่นประเมินพฤติกรรมการดื่มของตนเองอยู่เสมอ เช่น
- ดื่มบ่อยขึ้นหรือไม่
- ดื่มในปริมาณมากขึ้นกว่าเดิมหรือไม่
- รู้สึกอยากดื่มบ่อยหรือควบคุมการดื่มได้ยากหรือไม่
- การดื่มเริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ครอบครัว หรือการทำงานหรือไม่
- หากพบสัญญาณเหล่านี้ ควรรีบปรึกษาแพทย์ก่อนที่ปัญหาจะรุนแรงขึ้น
- ขอคำปรึกษาเมื่อเริ่มควบคุมการดื่มไม่ได้ หากเริ่มรู้สึกว่าการดื่มส่งผลกระทบต่อชีวิต หรือพยายามลดหรือเลิกดื่มหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ ไม่ควรรอให้เกิดโรคแทรกซ้อน การเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ นักจิตวิทยา หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการบำบัดการติดสุราตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาและลดความเสี่ยงของการกลับไปดื่มซ้ำ
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
โรคติดสุราเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ในหลายกรณี การตระหนักรู้ถึงความเสี่ยง การดื่มอย่างมีความรับผิดชอบ การดูแลสุขภาพกายและจิตใจ รวมถึงการขอความช่วยเหลือเมื่อเริ่มมีปัญหา จะช่วยลดโอกาสในการเกิดโรคและส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว หากสงสัยว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดกำลังมีปัญหาการดื่ม ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินและคำแนะนำที่เหมาะสมโดยเร็ว
แอลกอฮอล์ลิซึ่ม หรือโรคติดสุรา เป็นโรคเรื้อรังที่ส่งผลต่อทั้งสมอง ร่างกาย สุขภาพจิต และคุณภาพชีวิต ไม่ใช่เพียงการดื่มหนักหรือขาดความรับผิดชอบ การรู้จักสัญญาณเตือน การเข้ารับการประเมินตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และการรักษาอย่างเหมาะสม จะช่วยลดภาวะแทรกซ้อน เพิ่มโอกาสในการเลิกดื่มได้อย่างยั่งยืน และช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพอีกครั้ง
ช่องทางการติดต่อ
สาขาลากูน่า
- ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาลากูน่า ตั้งอยู่ที่ 58/1 ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต 83100
- เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 22.00 น.
- สอบถามผ่าน Line id. @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
- เบอร์โทรติดต่อ 096 236 2449
- แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/SXaeLrSU9Lx47YPH6
- จองคิวตรวจออนไลน์ https://pmclaguna.youcanbook.me
สาขาในเมือง
- ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาเมืองภูเก็ต ตั้งอยู่ที่ 41/7-41/8 ตำบลตลาดเหนือ อำเภอเมืองภูเก็ต จ.ภูเก็ต 83000
- เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 21.00 น.
- สอบถามผ่าน Line id. @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
- เบอร์โทรติดต่อ 096 228 2449
- แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/yeU9qNArGg3qdwZw9
- จองคิวตรวจออนไลน์ https://pmctown.youcanbook.me
สาขาหอนาฬิกา
- จองคิวตรวจออนไลน์ https://phuketmedicalclinic.youcanbook.me
- ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาหอนาฬิกา 206/8 ถ. ภูเก็ต ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต ภูเก็ต 83000
- เปิดบริการ
- จันทร์ – ศุกร์ 11.00 – 19.00 น.
- เสาร์–อาทิตย์ ปิด
- สอบถามผ่าน Line id. @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
- เบอร์โทรติดต่อ 096 696 2449
- แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/svPvTabmmD1DHe9v9
- จองคิวตรวจออนไลน์ https://phuketmedicalclinic.youcanbook.me
เอกสารอ้างอิง
- World Health Organization (WHO). Alcohol. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/alcohol
- World Health Organization (WHO). Global Status Report on Alcohol and Health. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int
- National Institute on Alcohol Abuse and Alcoholism (NIAAA). Alcohol Use Disorder (AUD). [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.niaaa.nih.gov
- กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. ข้อมูลการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลกระทบ และการป้องกันโรค. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th
- ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (Center for Alcohol Studies Thailand). องค์ความรู้ด้านผลกระทบของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการป้องกัน. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://cas.or.th

