ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การท่องเที่ยวภายในประเทศกลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญอย่าง ภูเก็ต ที่เต็มไปด้วยโรงแรม รีสอร์ต สปา สระว่ายน้ำ และแหล่งพักผ่อนหลากหลายรูปแบบ สิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ช่วยสร้างความผ่อนคลาย และประสบการณ์ที่ดีให้กับนักท่องเที่ยว แต่ในขณะเดียวกัน ก็มี ภัยสุขภาพเงียบๆ ที่หลายคนอาจไม่เคยนึกถึงซ่อนอยู่ นั่นคือ โรคลีเจียนแนร์ (Legionnaires’ Disease)
Table of Contents
- โรคลีเจียนแนร์ คืออะไร?
- ทำไมโรคลีเจียนแนร์จึงถูกเรียกว่าภัยเงียบ?
- เชื้อ Legionella มาจากไหน?
- โรคลีเจียนแนร์ ติดต่ออย่างไร?
- ลักษณะของละอองน้ำที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อ
- ทำไมการสูดดมจึงอันตรายกว่าการดื่มน้ำ?
- แหล่งกำเนิดละอองน้ำที่อาจปนเปื้อนเชื้อ Legionella
- พื้นที่เสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษในจังหวัดภูเก็ต
- จุดเสี่ยงที่พบเชื้อ Legionella ได้บ่อย
- ทำไมโรคลีเจียนแนร์จึงมักพบในโรงแรม รีสอร์ต และสปา?
- ใครคือกลุ่มเสี่ยงของโรคลีเจียนแนร์?
- อาการของโรคลีเจียนแนร์ เป็นอย่างไร?
- วิธีการตรวจวินิจฉัยโรคลีเจียนแนร์
- การรักษาโรคลีเจียนแนร์ ต้องทำอย่างไร?
- วิธีป้องกันโรคลีเจียนแนร์
- ทำไมควรเลือกบริการรักษาที่ คลินิกการแพทย์ในภูเก็ต
- อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
- ช่องทางการติดต่อ
- เอกสารอ้างอิง
โรคนี้ไม่ใช่โรคใหม่ แต่กลับถูกมองข้ามบ่อยครั้ง เพราะ ไม่ติดต่อจากคนสู่คน และมักเริ่มต้นด้วยอาการคล้ายไข้หวัดทั่วไป ทว่าหากเกิดภาวะแทรกซ้อน อาจลุกลามจนเกิด ปอดอักเสบรุนแรง และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ

โรคลีเจียนแนร์ คืออะไร?
โรคลีเจียนแนร์ (Legionnaires’ Disease) คือ โรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งชื่อว่า ลีจิโอเนลลา นิวโมฟิลา (Legionella pneumophila)
เชื้อนี้สามารถก่อให้เกิดการติดเชื้อได้ตั้งแต่ระดับไม่รุนแรง ไปจนถึง ปอดอักเสบขั้นรุนแรง ซึ่งเป็นที่มาของชื่อโรค ลีเจียนแนร์
โรคลีเจียนแนร์ถูกค้นพบครั้งแรกจากการระบาดในกลุ่มทหารผ่านศึก (Legionnaires) ในสหรัฐอเมริกา ทำให้โรคนี้ได้รับชื่อตามเหตุการณ์ดังกล่าว และตั้งแต่นั้นมา ก็พบการติดเชื้อเป็นระยะในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศเขตร้อนที่มีความชื้นสูง
ทำไมโรคลีเจียนแนร์จึงถูกเรียกว่าภัยเงียบ?
โรคลีเจียนแนร์ (Legionnaires’ Disease) มักถูกจัดอยู่ในกลุ่ม ภัยเงียบ ทางสาธารณสุข เนื่องจากสามารถก่อให้เกิดอาการรุนแรงได้ แต่กลับถูกมองข้าม หรือวินิจฉัยล่าช้า เหตุผลสำคัญมีดังต่อไปนี้
- อาการเริ่มต้นคล้ายไข้หวัด หรือปอดอักเสบทั่วไป ในระยะแรก ผู้ป่วยมักมีอาการ ไข้ ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ไอแห้ง ซึ่งคล้ายกับไข้หวัด หรือการติดเชื้อทางเดินหายใจทั่วไป ทำให้ทั้งผู้ป่วย และบุคลากรทางการแพทย์อาจไม่สงสัยโรคนี้ในทันที หากไม่ได้ซักประวัติการสัมผัสแหล่งน้ำอย่างละเอียด อาจทำให้การรักษาล่าช้า และเพิ่มความรุนแรงของโรค
- ไม่ติดต่อจากคนสู่คน จึงไม่ถูกจับตา เนื่องจากโรคลีเจียนแนร์ ไม่สามารถแพร่จากคนสู่คน ผ่านการไอ จาม หรือสัมผัสใกล้ชิด ทำให้โรคนี้ไม่ก่อให้เกิดการระบาดแบบรวดเร็วเหมือนโรคติดเชื้อทางเดินหายใจอื่นๆ ส่งผลให้การเฝ้าระวังในชุมชน หรือสถานประกอบการมักถูกละเลย ทั้งที่เชื้อยังคงสะสมอยู่ในระบบน้ำ
- แหล่งเชื้ออยู่ในสิ่งอำนวยความสะดวกที่คุ้นเคย โดยเชื้อ Legionella มักซ่อนตัวอยู่ในแหล่งที่ดูสะอาด และปลอดภัย เช่น
- ระบบน้ำในอาคาร
- ฝักบัว
- อ่างน้ำร้อน สปา
- น้ำพุ หรือเครื่องเพิ่มความชื้น
- ผู้ใช้งานจึงไม่รู้สึกถึงความเสี่ยง และมักไม่ป้องกันตัวเองจากการสูดดมละอองน้ำเหล่านี้
- หลายสถานที่ยังขาดการดูแลระบบน้ำอย่างเหมาะสม การป้องกันโรคลีเจียนแนร์ต้องอาศัย การควบคุมคุณภาพน้ำ การทำความสะอาดระบบท่อ และการตรวจสอบเชื้ออย่างสม่ำเสมอ แต่ในความเป็นจริง หลายอาคาร โรงแรม หรือสถานที่ท่องเที่ยว อาจยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการระบบน้ำ ส่งผลให้เชื้อสะสม และแพร่กระจายโดยไม่รู้ตัว
- กระทบมากกว่าด้านสุขภาพ โดยเฉพาะพื้นที่ท่องเที่ยว ในพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีผู้คนเข้าออกจำนวนมาก หากเกิดผู้ป่วยโรคลีเจียนแนร์ขึ้น อาจไม่เพียงส่งผลต่อ สุขภาพของนักท่องเที่ยว และประชาชน เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อ ความเชื่อมั่น และภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยว ของพื้นที่นั้นๆ อีกด้วย
เชื้อ Legionella มาจากไหน?
เชื้อ Legionella pneumophila เป็นแบคทีเรียที่พบได้ตามธรรมชาติในแหล่งน้ำจืด เช่น
- น้ำขัง
- ดินชื้น
- แหล่งน้ำที่มีอุณหภูมิอุ่น
แต่สิ่งที่ทำให้เชื้อนี้เป็นอันตราย คือ การเจริญเติบโตในระบบน้ำที่มนุษย์สร้างขึ้น โดยเฉพาะในสถานที่ที่มี น้ำอุ่น ความชื้นสูง และการหมุนเวียนน้ำไม่สม่ำเสมอ เชื้อจะไม่ทำอันตรายเมื่ออยู่ในน้ำเฉยๆ แต่จะเริ่มเป็นปัญหาเมื่อ เชื้อปะปนออกมากับละอองน้ำในอากาศ และถูกสูดดมเข้าสู่ปอด
โรคลีเจียนแนร์ ติดต่ออย่างไร?
หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับ โรคลีเจียนแนร์ (Legionnaires’ Disease) คือ หลายคนเข้าใจว่าเป็นโรคติดต่อจากคนสู่คนเหมือนโรคทางเดินหายใจทั่วไป แต่ในความเป็นจริงแล้วโรคลีเจียนแนร์ ไม่ติดต่อจากคนสู่คนโรคนี้ ไม่สามารถแพร่กระจายผ่านการไอ จาม พูดคุย หรือการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย และไม่พบหลักฐานว่าการดูแลผู้ป่วยจะทำให้ผู้อื่นติดเชื้อได้โดยตรง
แล้วโรคลีเจียนแนร์ ติดต่อได้อย่างไร?
การติดเชื้อโรคลีเจียนแนร์เกิดจาก การสูดดมละอองน้ำ หรือฝอยไอน้ำขนาดเล็กมาก (Aerosol) ที่มีเชื้อแบคทีเรีย Legionella pneumophila ปะปนอยู่ เมื่อฝอยละอองน้ำเหล่านี้ลอยอยู่ในอากาศ และถูกหายใจเข้าไป เชื้อจะเข้าสู่ ระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง และปอด ทำให้เกิดการติดเชื้อ และอาจนำไปสู่ภาวะปอดอักเสบ
ลักษณะของละอองน้ำที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อ
ละอองน้ำที่สามารถก่อให้เกิดการติดเชื้อ โรคลีเจียนแนร์ (Legionnaires’ Disease) มักมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากหยดน้ำทั่วไป และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายได้โดยที่เราไม่รู้ตัว
คุณสมบัติของละอองน้ำที่เป็นอันตราย
- มีขนาดเล็กมากจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ละอองน้ำเหล่านี้มีขนาดเล็กในระดับไมโครเมตร ทำให้ไม่สามารถรับรู้ได้ด้วยสายตา และมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงอากาศ หรือไอธรรมดา
- ลอยอยู่ในอากาศได้นาน เนื่องจากมีน้ำหนักเบา ละอองน้ำสามารถแขวนลอยอยู่ในอากาศเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในพื้นที่ปิด หรือบริเวณที่มีการระบายอากาศไม่ดี เพิ่มโอกาสในการสูดดมเข้าสู่ร่างกาย
- สามารถถูกสูดลึกเข้าไปถึงปอด ด้วยขนาดที่เล็กมาก ละอองน้ำสามารถผ่านระบบทางเดินหายใจส่วนบน และเข้าสู่ถุงลมในปอดได้โดยตรง ซึ่งเป็นบริเวณที่เชื้อ Legionella สามารถเพิ่มจำนวน และก่อให้เกิดการอักเสบได้ง่าย
ละอองน้ำในลักษณะนี้สามารถเกิดขึ้นจาก อุปกรณ์ หรือกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ที่ดูเหมือนไม่เป็นอันตราย เช่น การอาบน้ำ การแช่อ่างน้ำร้อน หรือการใช้อุปกรณ์เพิ่มความชื้นในอากาศ

ทำไมการสูดดมจึงอันตรายกว่าการดื่มน้ำ?
แม้เชื้อ Legionella จะอาศัยอยู่ในน้ำเป็นหลัก แต่การได้รับเชื้อผ่านทางปาก ไม่ใช่วิธีการติดเชื้อที่พบได้บ่อย
- การดื่มน้ำที่มีเชื้อ เมื่อดื่มน้ำที่มีเชื้อ Legionella เข้าไป
- เชื้อจะผ่านเข้าสู่กระเพาะอาหาร
- กรดในกระเพาะอาหารมีฤทธิ์ทำลายเชื้อแบคทีเรีย
- จึงแทบไม่ก่อให้เกิดการติดเชื้อในคนทั่วไป
- การสูดดมละอองน้ำ
- ในทางตรงกันข้าม การสูดดมละอองน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ จะนำเชื้อเข้าสู่ ปอดโดยตรง
- เชื้อสามารถเข้าสู่ถุงลมปอดได้ทันที
- ปอดเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อ Legionella
- ทำให้เกิดการอักเสบของเนื้อปอด และอาจพัฒนาไปสู่ภาวะปอดอักเสบรุนแรง
- ด้วยเหตุนี้ การควบคุมแหล่งกำเนิดละอองน้ำ และการดูแลระบบน้ำให้สะอาด จึงเป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันโรคลีเจียนแนร์
แหล่งกำเนิดละอองน้ำที่อาจปนเปื้อนเชื้อ Legionella
เชื้อ Legionella pneumophila ไม่ได้แพร่กระจายผ่านการสัมผัสโดยตรง แต่สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ผ่านการสูดดมละอองน้ำขนาดเล็กมากที่ลอยอยู่ในอากาศ แหล่งกำเนิดละอองน้ำเหล่านี้มักพบได้ในชีวิตประจำวัน และหากขาดการดูแลอย่างเหมาะสม อาจกลายเป็นจุดเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว
- ฝักบัวอาบน้ำ และระบบท่อน้ำภายในอาคาร ฝักบัว หรือก๊อกน้ำที่ไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานาน มักเกิดการสะสมของตะกรัน และสิ่งสกปรกภายในท่อ ส่งผลให้เชื้อ Legionella สามารถเจริญเติบโตได้ เมื่อเปิดใช้งานอีกครั้ง เชื้ออาจหลุดออกมาพร้อมละอองน้ำ และถูกสูดดมเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ
- อ่างน้ำร้อน และอ่างน้ำวน (Jacuzzi) อ่างน้ำร้อนเป็นแหล่งที่มีอุณหภูมิ และความชื้นเหมาะสมต่อการเพิ่มจำนวนของเชื้อ หากระบบกรองน้ำ หรือการฆ่าเชื้อไม่มีประสิทธิภาพ ไอระเหยที่ลอยขึ้นจากผิวน้ำอาจพาเชื้อ Legionella กระจายเข้าสู่อากาศโดยรอบ
- สปาอบไอน้ำ และห้องทรีตเมนต์ สปา ห้องอบสมุนไพร หรือบริการที่ใช้น้ำอุ่น และไอน้ำในปริมาณมาก สามารถสร้างฝอยละอองน้ำจำนวนมาก หากระบบน้ำไม่สะอาด หรือไม่มีการเปลี่ยนน้ำ และฆ่าเชื้ออย่างสม่ำเสมอ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรีย
- น้ำพุ และน้ำตกจำลอง การฉีดพ่นน้ำให้แตกตัวเป็นฝอย เช่น น้ำพุ หรือน้ำตกจำลอง ทำให้เกิดละอองน้ำขนาดเล็กที่ลอยอยู่ในอากาศได้ง่าย โดยเฉพาะในพื้นที่ปิด หรือบริเวณที่การระบายอากาศไม่ดี ซึ่งเอื้อต่อการสูดดมเชื้อเข้าสู่ปอด
- เครื่องเพิ่มความชื้น และพัดลมไอน้ำ อุปกรณ์เพิ่มความชื้นในอากาศ หากใช้น้ำที่ไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อ หรือไม่ได้ทำความสะอาดถังน้ำอย่างสม่ำเสมอ อาจกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อ Legionella และกระจายเชื้อออกมากับไอหมอกที่ถูกพ่นออกมาในห้องพัก หรือพื้นที่ปิด
พื้นที่เสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษในจังหวัดภูเก็ต
จังหวัด ภูเก็ต มีลักษณะภูมิอากาศ และโครงสร้างทางการท่องเที่ยวที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อ Legionella ได้แก่
- อุณหภูมิสูงตลอดทั้งปี
- ความชื้นในอากาศมาก
- มีโรงแรม รีสอร์ต สปา และที่พักจำนวนมาก
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ การควบคุม และดูแลระบบน้ำ เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อแบคทีเรียผ่านละอองน้ำ
จุดเสี่ยงที่พบเชื้อ Legionella ได้บ่อย
แหล่งต่อไปนี้จัดเป็นพื้นที่ที่ควรได้รับการตรวจสอบ และทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ
- ระบบเครื่องปรับอากาศ และถาดรองน้ำทิ้ง
- ฝักบัวอาบน้ำ และก๊อกน้ำ
- อ่างน้ำวน (Jacuzzi) และอ่างน้ำร้อน
- สระว่ายน้ำ
- น้ำพุ และน้ำตกจำลอง
- พัดลมไอน้ำ
- เครื่องเพิ่มความชื้นในห้องพัก หรือสปา
- ระบบท่อน้ำที่ไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานาน
หากสถานที่เหล่านี้ ขาดการทำความสะอาดอย่างถูกวิธี หรือมีน้ำขังนิ่ง จะกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อ Legionella โดยไม่แสดงสัญญาณให้เห็นชัดเจน

ทำไมโรคลีเจียนแนร์จึงมักพบในโรงแรม รีสอร์ต และสปา?
โรงแรม รีสอร์ต และสปา เป็นสถานที่ที่พบการระบาดของ โรคลีเจียนแนร์ (Legionnaires’ Disease) ได้บ่อยกว่าสถานที่ทั่วไป เนื่องจากมีลักษณะของโครงสร้าง และการใช้งานที่เอื้อต่อการเจริญเติบโต และการแพร่กระจายของเชื้อ Legionella pneumophila หากไม่มีการควบคุมระบบน้ำอย่างเหมาะสม
- ระบบน้ำขนาดใหญ่ และซับซ้อน สถานที่เหล่านี้มักมีระบบน้ำที่ครอบคลุมพื้นที่กว้าง เช่น ห้องพักจำนวนมาก สระว่ายน้ำ อ่างน้ำร้อน และพื้นที่บริการต่างๆ ทำให้เกิดท่อจำนวนมาก และจุดน้ำค้างอยู่ในระบบ หากการไหลเวียนของน้ำไม่สม่ำเสมอ เชื้อ Legionella สามารถสะสม และเพิ่มจำนวนได้ง่าย
- น้ำอุ่น และความชื้นสูงตลอดเวลา โรงแรม และสปามักใช้น้ำอุ่น หรืออุณหภูมิปานกลาง ซึ่งเป็นช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อ Legionella ประกอบกับสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นสูง เช่น ห้องน้ำ ห้องอบไอน้ำ หรือพื้นที่สปา ยิ่งเพิ่มโอกาสในการแพร่กระจายของเชื้อผ่านละอองน้ำ
- อุปกรณ์ หรือท่อที่ไม่ได้ใช้งานสม่ำเสมอ ห้องพักบางห้องอาจไม่ได้มีผู้เข้าพักตลอดเวลา ทำให้ท่อน้ำ ฝักบัว หรือก๊อกน้ำบางจุดไม่มีการใช้งานเป็นเวลานาน น้ำที่ค้างอยู่ในระบบจะกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อโดยไม่รู้ตัว และเมื่อกลับมาเปิดใช้งานอีกครั้ง เชื้ออาจหลุดออกมาพร้อมละอองน้ำ
- การแพร่กระจายผ่านละอองน้ำ หากขาดการดูแล และควบคุมคุณภาพน้ำอย่างเหมาะสม เชื้อ Legionella สามารถแพร่กระจายออกมากับฝอยละอองน้ำจากฝักบัว อ่างน้ำร้อน หรือระบบปรับอากาศ และถูกสูดดมเข้าสู่ปอดของผู้ใช้งาน
ใครคือกลุ่มเสี่ยงของโรคลีเจียนแนร์?
แม้ว่า โรคลีเจียนแนร์ (Legionnaires’ Disease) จะสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่ในคนทั่วไปที่มีสุขภาพแข็งแรง ร่างกายมักสามารถกำจัดเชื้อได้เอง หรืออาจติดเชื้อโดยไม่แสดงอาการ อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มบุคคลบางกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อ และมีโอกาสเกิดอาการรุนแรง โดยเฉพาะภาวะ ปอดอักเสบจากเชื้อ Legionella
- ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีอายุมาก โดยเฉพาะอายุ 50 ปีขึ้นไป มักมีระบบภูมิคุ้มกันที่เสื่อมลงตามวัย ทำให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรคได้ลดลง จึงมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ และเกิดอาการรุนแรงมากกว่าคนวัยหนุ่มสาว
- ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ กลุ่มนี้รวมถึงผู้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วยหลังปลูกถ่ายอวัยวะ หรือผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ร่างกายไม่สามารถกำจัดเชื้อ Legionella ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เชื้อเพิ่มจำนวนในปอดได้ง่าย
- ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง โดยเฉพาะโรคที่ส่งผลต่อระบบต่างๆ ของร่างกาย มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป เช่น
- โรคเบาหวาน ทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง
- โรคไตเรื้อรัง ส่งผลต่อสมดุลของร่างกาย และการกำจัดเชื้อ
- โรคปอดเรื้อรัง เช่น ถุงลมโป่งพอง หรือหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ทำให้ปอดอ่อนแอ
- โรคมะเร็ง โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ระหว่างการรักษาด้วยเคมีบำบัด หรือรังสีรักษา
- ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ การสูบบุหรี่ทำลายเยื่อบุทางเดินหายใจ และลดประสิทธิภาพของปอดในการกำจัดเชื้อโรค ทำให้เชื้อ Legionella สามารถเข้าสู่ปอด และก่อให้เกิดการอักเสบได้ง่ายขึ้น
อาการของโรคลีเจียนแนร์ เป็นอย่างไร?
อาการของโรคลีเจียนแนร์สามารถแบ่งออกเป็น 2 ระดับหลัก
- การติดเชื้อแบบไม่รุนแรง (Pontiac Fever)
- มีไข้
- ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
- ปวดศีรษะ
- คลื่นไส้ อาเจียน
- อ่อนเพลีย
- ลักษณะคล้าย ไข้หวัดใหญ่ และมักหายได้เองภายใน 2–5 วัน โดยไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน
- การติดเชื้อที่ลุกลามสู่ปอด (Legionnaires’ Disease)
- ไข้สูง
- ไอ หายใจลำบาก
- หนาวสั่น
- ปวดศีรษะรุนแรง
- ปวดกล้ามเนื้อ
- อ่อนเพลียมาก
- ในบางรายอาจเกิด ปอดอักเสบอย่างรุนแรง และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

วิธีการตรวจวินิจฉัยโรคลีเจียนแนร์
การตรวจโรคลีเจียนแนร์มีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากอาการในระยะแรกมักคล้ายไข้หวัด หรือปอดอักเสบทั่วไป หากไม่ได้รับการตรวจอย่างถูกต้อง อาจทำให้การรักษาล่าช้า และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน โดยแพทย์จะพิจารณาการตรวจจากหลายปัจจัยร่วมกัน
- การซักประวัติ และประเมินความเสี่ยง แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติอย่างละเอียด เช่น
- มีอาการไข้ ไอ หายใจลำบาก หรือปอดอักเสบ หรือไม่
- เคยพักในโรงแรม รีสอร์ต สปา หรือใช้บริการอ่างน้ำร้อน สระว่ายน้ำ หรือไม่
- มีประวัติสัมผัสระบบน้ำอุ่น ระบบปรับอากาศ หรือสถานที่ที่มีความชื้นสูง
- อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ หรือผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
- ประวัติเหล่านี้ช่วยให้แพทย์สงสัยโรคลีเจียนแนร์ และเลือกการตรวจที่เหมาะสม
- การตรวจปัสสาวะหาแอนติเจนของเชื้อ Legionella เป็นวิธีตรวจที่ใช้บ่อย และให้ผลรวดเร็ว
- ตรวจหาแอนติเจนของเชื้อ Legionella pneumophila ในน้ำปัสสาวะ
- สามารถทราบผลได้ภายในเวลาไม่นาน
- เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปอดอักเสบรุนแรง
- วิธีนี้ช่วยให้แพทย์เริ่มการรักษาได้เร็ว แม้ยังไม่ได้ผลการตรวจอื่นครบถ้วน
- การตรวจเสมหะ หรือสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจ แพทย์อาจเก็บตัวอย่างเสมหะเพื่อตรวจหาเชื้อ Legionella โดย
- เพาะเชื้อในห้องปฏิบัติการ
- หรือใช้วิธีตรวจทางอณูชีววิทยา
- วิธีนี้ช่วยยืนยันชนิดของเชื้อได้ชัดเจน แต่ใช้เวลานานกว่าการตรวจปัสสาวะ
- การตรวจเลือด การตรวจเลือดช่วยประเมินภาวะติดเชื้อ และการอักเสบของร่างกาย เช่น
- ตรวจดูระดับเม็ดเลือดขาว
- ตรวจการทำงานของไต และตับ
- ตรวจระดับการอักเสบในร่างกาย
- แม้จะไม่สามารถยืนยันโรคได้โดยตรง แต่ช่วยประเมินความรุนแรงของโรค และภาวะแทรกซ้อนได้
- การเอกซเรย์ปอด หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) ผู้ป่วยโรคลีเจียนแนร์มักมีภาวะปอดอักเสบ แพทย์อาจส่งตรวจ
- เอกซเรย์ปอด เพื่อดูการอักเสบ หรือการติดเชื้อในปอด
- CT Scan ในกรณีที่อาการรุนแรง หรือซับซ้อน
- ผลภาพถ่ายช่วยแยกโรคจากปอดอักเสบชนิดอื่น และประเมินความรุนแรงของการติดเชื้อ
- ทำไมต้องตรวจหลายวิธีร่วมกัน โรคลีเจียนแนร์ไม่สามารถวินิจฉัยได้จากการตรวจเพียงอย่างเดียว แพทย์จึงต้องอาศัย
- อาการทางคลินิก
- ประวัติสัมผัสแหล่งเสี่ยง
- ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ
- ภาพถ่ายทางรังสี
- การตรวจหลายวิธีร่วมกันช่วยเพิ่มความแม่นยำ และนำไปสู่การรักษาที่เหมาะสม และทันท่วงที
การรักษาโรคลีเจียนแนร์ ต้องทำอย่างไร?
แม้โรคลีเจียนแนร์จะเป็นโรคที่มีความรุนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง แต่ข้อดีคือ สามารถรักษาให้หายได้ หากได้รับการวินิจฉัย และรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
- การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะเฉพาะทาง โรคลีเจียนแนร์เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Legionella pneumophila จึงจำเป็นต้องรักษาด้วย ยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์ตรงต่อเชื้อชนิดนี้ แพทย์จะพิจารณาเลือกชนิดยา ระยะเวลา และวิธีการให้ยา ตามความรุนแรงของอาการ และสภาพร่างกายของผู้ป่วย
- ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง อาจรักษาด้วยยารับประทาน
- ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง หรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยง อาจต้องให้ยาทางหลอดเลือดดำ และเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
- ความสำคัญของการรักษาอย่างรวดเร็ว การเริ่มรักษาเร็วมีผลอย่างมากต่อผลลัพธ์ของโรค หากปล่อยให้เชื้อเข้าสู่ปอดเป็นเวลานาน อาจนำไปสู่
- ปอดอักเสบรุนแรง
- ภาวะหายใจล้มเหลว
- การติดเชื้อในกระแสเลือด
- ดังนั้น หากมีประวัติสัมผัสแหล่งเสี่ยง เช่น โรงแรม รีสอร์ต สปา หรือระบบน้ำอุ่น และมีอาการทางเดินหายใจ ควรรีบพบแพทย์และแจ้งประวัติอย่างละเอียด
- การรักษาประคับประคองร่วมด้วย นอกจากยาปฏิชีวนะแล้ว แพทย์อาจให้การรักษาเพิ่มเติมตามอาการ เช่น
- ให้ออกซิเจนในผู้ที่มีภาวะหายใจลำบาก
- ให้น้ำและสารอาหารอย่างเพียงพอ
- เฝ้าระวังการทำงานของปอด ไต และอวัยวะสำคัญอื่นๆ
- การดูแลอย่างใกล้ชิดช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน และเพิ่มโอกาสฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
- ระยะเวลาการรักษา และการฟื้นตัว ระยะเวลาการรักษาอาจแตกต่างกันไป ตั้งแต่ หลายวันจนถึงหลายสัปดาห์ ขึ้นอยู่กับ
- ความรุนแรงของโรค
- อายุ และภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย
- การตอบสนองต่อยา
- แม้จะหายจากการติดเชื้อแล้ว ผู้ป่วยบางรายอาจยังรู้สึกอ่อนเพลีย หรือไอเรื้อรังในช่วงพักฟื้น ซึ่งควรดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง และติดตามอาการตามคำแนะนำแพทย์
- ทำไมการป้องกันจึงสำคัญกว่าการรักษา แม้โรคลีเจียนแนร์จะรักษาได้ แต่ในกลุ่มเสี่ยงอาจมีอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนสูง การ ป้องกันตั้งแต่ต้นทาง เช่น การดูแลระบบน้ำ การทำความสะอาดอุปกรณ์ที่ก่อให้เกิดละอองน้ำ และการเฝ้าระวังเชื้อในสถานที่สาธารณะ จึงเป็นแนวทางที่ช่วยลดความสูญเสียทั้งด้านสุขภาพ และเศรษฐกิจได้มากที่สุด

วิธีป้องกันโรคลีเจียนแนร์
- ควบคุมคุณภาพน้ำ
- ตรวจสอบคลอรีนในน้ำ ไม่น้อยกว่า 0.2 ppm
- รักษาอุณหภูมิน้ำในระบบให้สูงกว่า 60°C
- น้ำที่จ่ายออกควรมีอุณหภูมิไม่น้อยกว่า 50°C
- ทำความสะอาดระบบเครื่องปรับอากาศ
- ล้างถาดรองน้ำอย่างสม่ำเสมอ
- ทำความสะอาดทุก 1–2 สัปดาห์
- ฆ่าเชื้อแหล่งเสี่ยง
- ใช้สารละลายคลอรีนเข้มข้น 10 ppm
- หรือน้ำร้อน 65°C นานอย่างน้อย 5 นาที
- เปิดน้ำทิ้งในจุดที่ไม่ได้ใช้งาน
- หากไม่ได้ใช้ฝักบัว หรือก๊อกน้ำเป็นเวลานาน
- ควรเปิดน้ำทิ้งอย่างน้อย 20 นาที
- ทำความสะอาดหัวฉีด และอุปกรณ์
- ป้องกันการอุดตัน
- ลดการสะสมของตะกรัน และเชื้อโรค
- ดูแลพัดลมไอน้ำ และเครื่องเพิ่มความชื้น
- ทำความสะอาดถังน้ำทุกวัน
- ใช้น้ำที่ผ่านการฆ่าเชื้อ
- ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ หรือผงซักฟอกอย่างเหมาะสม
ทำไมควรเลือกบริการรักษาที่ คลินิกการแพทย์ในภูเก็ต
เมื่อพูดถึงการรักษาโรคลีเจียนแนร์ การรับการดูแลที่ถูกต้องตั้งแต่แรกเริ่มสามารถส่งผลต่อผลลัพธ์ของการรักษาในระยะยาวได้อย่างมาก สำหรับผู้ป่วยในพื้นที่ หรือผู้ที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต การเลือกใช้บริการรักษาที่คลินิกการแพทย์คุณภาพมีข้อดีหลายประการ ดังนี้
- การเข้าถึงการดูแลรักษาอย่างรวดเร็ว โรคลีเจียนแนร์เป็นโรคติดเชื้อที่ต้องได้รับการรักษาโดยเร็วที่สุด หากมีอาการทางเดินหายใจ หรือมีประวัติสัมผัสแหล่งเสี่ยง การเข้าพบแพทย์ที่ คลินิกการแพทย์ใกล้เคียง จะช่วยให้ได้รับการตรวจวินิจฉัยและเริ่มการรักษาได้ทันที ซึ่งลดโอกาสการลุกลามของโรค
- แพทย์ และบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ คลินิกการแพทย์ในภูเก็ตมักมีทีมแพทย์, เภสัชกร และพยาบาลที่ได้รับการฝึกอบรม และมีประสบการณ์ในการดูแลโรคติดเชื้อต่าง ๆ พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับอาการ การรักษา และการป้องกันโรคลีเจียนแนร์อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ
- บริการที่เหมาะสำหรับทั้งคนท้องถิ่น และนักท่องเที่ยว ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีทั้งคนท้องถิ่น และนักท่องเที่ยวจำนวนมาก คลินิกการแพทย์หลายแห่งสามารถให้บริการได้ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ทำให้ผู้ป่วยจากต่างประเทศรู้สึกสบายใจ และเข้าใจขั้นตอนการรักษาได้อย่างชัดเจน
- การวางแผนการรักษาแบบครบวงจร คลินิกการแพทย์มักมีบริการตั้งแต่
- การตรวจประเมินอาการ
- การสั่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ
- การให้ยาปฏิชีวนะเฉพาะทาง
- การติดตามผลหลังการรักษา
- ซึ่งช่วยให้การรักษาโรคลีเจียนแนร์เป็นไปอย่าง มีระบบ และต่อเนื่อง
- ความสะดวกในการติดตามผล และดูแลรักษาต่อเนื่อง สำหรับผู้ป่วยที่พักฟื้น หรือมีอาการต่อเนื่องหลังการรักษา คลินิกการแพทย์สามารถติดตามผล อธิบายแนวทางการฟื้นตัว และแนะนำการป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำได้อย่างเป็นกันเอง และใกล้ชิด
- บริการใกล้แหล่งท่องเที่ยว และสิ่งอำนวยความสะดวก สำหรับนักท่องเที่ยวที่ป่วยขณะอยู่ในภูเก็ต การเลือกคลินิกที่ตั้งอยู่ใกล้บ้านพัก โรงแรม หรือรีสอร์ต ทำให้สามารถเข้ารับบริการได้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องเดินทางไกล ซึ่งช่วยลดความกังวล และภาระการเดินทาง
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
โรคลีเจียนแนร์ อาจเป็นโรคที่หลายคนไม่คุ้นชื่อ แต่กลับซ่อนอยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่คิด โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความชื้นสูง และระบบน้ำจำนวนมากอย่าง ภูเก็ต
การรู้จักโรคนี้อย่างถูกต้อง พร้อมการดูแลระบบน้ำอย่างเหมาะสม จะช่วยลดความเสี่ยง สร้างความปลอดภัย และทำให้การใช้ชีวิต หรือการท่องเที่ยวเป็นไปอย่างมั่นใจยิ่งขึ้น
ช่องทางการติดต่อ
สาขาลากูน่า
- ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาลากูน่า ตั้งอยู่ที่ 58/1 ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต 83100
- เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 22.00 น.
- สอบถามผ่าน Line id. @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
- เบอร์โทรติดต่อ 096 236 2449
- แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/SXaeLrSU9Lx47YPH6
- จองคิวตรวจออนไลน์ https://pmclaguna.youcanbook.me
สาขาในเมือง
- ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาเมืองภูเก็ต ตั้งอยู่ที่ 41/7-41/8 ตำบลตลาดเหนือ อำเภอเมืองภูเก็ต จ.ภูเก็ต 83000
- เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 21.00 น.
- สอบถามผ่าน Line id. @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
- เบอร์โทรติดต่อ 096 228 2449
- แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/yeU9qNArGg3qdwZw9
- จองคิวตรวจออนไลน์ https://pmctown.youcanbook.me
สาขาหอนาฬิกา
- ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาหอนาฬิกา 206/8 ถ. ภูเก็ต ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต ภูเก็ต 83000
- เปิดบริการวันจันทร์–ศุกร์ 11:00–19:00 น. ปิดวันเสาร์–อาทิตย์
- สอบถามผ่าน Line id. @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
- เบอร์โทรติดต่อ 096 696 2449
- แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/svPvTabmmD1DHe9v9
- จองคิวตรวจออนไลน์ https://phuketmedicalclinic.youcanbook.me
เอกสารอ้างอิง
- World Health Organization (WHO). Legionellosis (Legionnaires’ Disease) — ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับโรค สาเหตุ อาการ และการแพร่เชื้อ Legionella. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/legionellosis องค์การอนามัยโลก
- World Health Organization (WHO). Legionellosis (Legionnaires’ Disease) Q&A — คำถาม-คำตอบเกี่ยวกับ Legionnaires’ disease, การป้องกัน และกลุ่มเสี่ยง. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/news-room/q-a-detail/legionellosis-legionnaires-disease องค์การอนามัยโลก
- Centers for Disease Control and Prevention (CDC). About Legionnaires’ Disease — คำอธิบายโรค Legionnaires’ Disease, สาเหตุ อาการ การแพร่เชื้อ และการป้องกัน. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/legionella/about/index.html ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค
- Centers for Disease Control and Prevention (CDC). About Legionella Control — ข้อมูลเกี่ยวกับการควบคุมและป้องกันการเติบโตของเชื้อ Legionella ในระบบน้ำภายในอาคาร. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/control-legionella/about/ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค
- Occupational Safety and Health Administration (OSHA). Legionellosis (Legionnaires’ Disease and Pontiac Fever) — ภาพรวมโรค Legionnaires’ และ Pontiac Fever พร้อมแนวทางควบคุมและป้องกัน Legionella ในระบบน้ำและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.osha.gov/Legionnaires-disease/ osha.gov

