โรคไต คือ กลุ่มโรค หรือภาวะที่ทำให้ไตเกิดความเสียหาย หรือทำงานผิดปกติจนเกิดอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ตามมา เนื่องจากไตไม่สามารถฟอกเลือดหรือขับของเสียออกจากเลือดได้ตามปกติ  มีหลายชื่อเรียกกัน เช่น ไตวาย ไตเสื่อม ไตทำงานลดลง แบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก คือ โรคไตเฉียบพลัน และโรคไตเรื้อรัง หากป่วยเป็นโรคไต ผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสม เพื่อบรรเทาอาการและป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่อชีวิต ดังนั้น หากสังเกตพบอาการที่บ่งชี้ว่าไตมีปัญหา ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาให้ทันการณ์

Table of Contents

Toggle
โรคเกี่ยวกับไตที่พบได้บ่อยในคนไทย

โรคเกี่ยวกับไตที่พบได้บ่อยในคนไทย

คือ โรคที่เกิดจากทุกความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับไตสามารถนับเป็นโรคไตได้ทั้งนั้น เพียงแต่มีชื่อเรียกที่ต่างกันไปตามกลไกการเกิดโรค โดยโรคไตที่พบได้บ่อยๆ ได้แก่

  • โรคไตวายเฉียบพลัน
    คือ ภาวะที่การทำงานของไตลดลงอย่างรวดเร็ว มีค่าไตผิดปกติช่วงเวลาสั้น ๆ ในเวลาเป็นชั่วโมง หรือในไม่กี่วัน ซึ่งเกิดขึ้นภายในระยะเวลาไม่เกิน 3 เดือน มีโอกาสรักษาให้หายขาดได้   โดยสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุไม่ว่าจะเป็นภาวะหัวใจล้มเหลว ช็อค สูญเสียเลือด
  • โรคไตเรื้อรัง
    คือ ภาวะที่การทำงานของไตเสื่อมลงอย่างช้า ๆ ทำลายเนื้อไตแบบค่อยเป็นค่อยไปนานเกินกว่า 3 เดือนขึ้นไป รักษาไม่หายขาด และอาจทำให้ไตเสื่อมไปเรื่อยๆ จนเข้าสู่โรคไตเรื้องรังระยะสุดท้าย  หรือไตวายระยะสุดท้าย ซึ่งอาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการบำบัดทดแทนไต
  • โรคไตอักเสบ
    คือ เป็นกลุ่มของโรคไตที่เกิดพยาธิสภาพบริเวณ Glomerulus หรือกระจุกเส้นเลือดฝอยที่ทำหน้าที่หลักในการกรองเลือด โดยที่ คำว่า Glomerular disease นี้เป็นแค่คำที่บ่งบอกว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นใน Glomerulus เท่านั้น แต่สาเหตุว่าทำไม Glomerulus ถึงผิดปกติยังสามารถแยกย่อยไปได้อีกหลายโรค เช่น โรคไตเรื้อรังจากเบาหวาน, โรคไตอักเสบจาก IgA, โรคไตอักเสบจาก SLE, โรคไตอักเสบจากเส้นเลือดอักเสบ, โรคไตอักเสบที่สัมพันธ์กับการติดเชื้ออื่นๆ เช่น แบคทีเรีย ไวรัสตับอักเสบ หรือ HIV
  • โรคกรวยไตอักเสบ
    คือ เป็นโรคระบบทางเดินปัสสาวะ ที่อาจจะเกิดจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเพศทุกวัย แต่จะพบโรคนี้ได้จากผู้หญิง มากกว่าผู้ชาย กรวยไตอักเสบอาจจะเป็นโรคแทรกซ้อนของโรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ และกระเพาะปัสสาวะอักเสบ หากปล่อยอาการไว้จะทำให้เป็นโรคไตวายเรื้อรังได้
  • โรคนิ่วในไต
    คือ โรคที่เกิดจากแร่ธาตุแข็งชนิดต่าง ๆ ที่รวมตัวกันเป็นก้อน โดยมักเกิดขึ้นบริเวณไต แต่สามารถพบได้ตลอดระบบทางเดินปัสสาวะเช่นกัน ก้อนนิ่วอาจมีชนิดและขนาดที่แตกต่างกันไป หากก้อนนิ่วมีขนาดใหญ่จนไปปิดกั้นและสร้างแผลที่ท่อไต อาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บปวดมาก และอาจปัสสาวะออกมาเป็นเลือดได้
  • โรคถุงน้ำในไต
    คือ เกิดจากภายในไตมีซีสต์ หรือถุงน้ำเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้ไตโตขึ้น และเมื่อถุงน้ำโตขึ้นเรื่อยๆ ก็จะเริ่มไปเบียดเนื้อไตที่ยังปกติ ทำให้เนื้อไตเกิดความเสียหาย นำมาซึ่งอาการไตวายได้ในที่สุด โดยผู้ป่วยอาจมีอาการแน่นหรือปวดท้อง ปวดหัว ปวดหลัง รวมทั้งยังอาจส่งผลให้ระดับความดันโลหิตสูงขึ้นด้วย หากผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาความผิดปกติที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสม หรือทันท่วงที อาจส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้
  • โรคมะเร็งไต
    คือ เป็นมะเร็งที่เกิดจากเซลล์ไตเจริญ และแบ่งตัวผิดปกติอย่างควบคุมไม่ได้ เกิดเป็นเนื้องอกชนิดร้ายที่สามารถลุกลามออกมานอกไต โดยมะเร็งไตในระยะแรกมักไม่มีสัญญาณของความผิดปกติใด ๆ อีกทั้งยังอาจตรวจไม่พบหากยังไม่แสดงอาการ แต่ในระยะหลังจะทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการต่าง ๆ เช่น ปัสสาวะมีเลือดปน ไม่อยากอาหาร ปวดหลังหรือข้างลำตัวและอาการปวดนั้นไม่หายไป หรือน้ำหนักลดลง เป็นต้น หากไม่ได้รับการรักษาก็จะแพร่กระจายออกไปยังอวัยวะอื่นๆ เช่น ปอด และกระดูก  ซึ่งมะเร็งชนิดนี้มักเกิดขึ้นในผู้ที่มีอายุประมาณ 60-70 ปี  

ปัจจัยที่มีผลให้มีโอกาสเกิดเป็นโรคเกี่ยวกับไต

  • อายุที่มากขึ้น โดยผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไปมักเสี่ยงเป็นโรคไตได้มากกว่าคนที่อายุน้อยๆ เนื่องจากอายุที่มากขึ้น ก็อาจจะทำให้การทำงานของไตลดลง
  • เกิดจากโรคอื่นที่มีผลกระทบกับไต  หรือโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคเก๊าท์  โรคพุ่มพวง โรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง  ซึ่งโรคต่าง ๆ เหล่านี้จะส่งผลให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไตเสื่อมลง การทำงานของไตก็จะลดลง ส่งผลให้เกิดภาวะไตเสื่อม
  • มีประวัติผู้ใกล้ชิดทางสายเลือดเคยป่วยเป็นโรคไตมาก่อน
  • มีประวัติการเป็นโรคไตอักเสบ หรือถุงน้ำในไต ก็ทำให้ไตเสื่อมได้เช่นกัน
  • พฤติกรรมชอบกลั้นปัสสาวะ ซึ่งทำให้เสี่ยงติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะได้ และทำให้ไตอักเสบจนนำไปสู่การเกิดโรคไตในภายหลัง
  • พบเนื้องอกหรือเชื้อมะเร็งในไต
  • การกินยาบางกลุ่ม หรือการกินสมุนไพรเป็นระยะเวลานานเกินไป
  • การใช้ยาผิดประเภท ใช้ยาเกินขนาด จะทำให้การทำงานของไตลดลง ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยในคนไทย
  • การกินอาหารรสเค็ม หรือมีโซเดียมสูงมากเกินไป ทำให้ไตขับโซเดียมส่วนเกินไม่ทัน จนไปสะสมอยู่ในเลือด ทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำเอาไว้มากขึ้น ไตจึงต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อขับน้ำที่เป็นส่วนเกินออกไปจากร่างกาย ซึ่งหากไตทำงานหนักอย่างต่อเนื่อง ก็จะนำไปสู่ความเสื่อมที่เร็วขึ้น และทำให้เกิดโรคไตตามนั่นเอง  รวมไปถึงหวานจัด หรือเผ็ดจัดด้วยเช่นกัน
  • ไม่ออกกำลังกาย
  • มีความเครียด
อาการที่บอกว่า คุณอาจเป็นโรคไต

อาการที่บอกว่า คุณอาจเป็นโรคไต

  • ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ไม่มีแรง เหนื่อยง่าย 
  • คลื่นไส้อาเจียนมาก
  • มีอาการเบื่ออาหาร
  • มีปัญหาเรื่องการนอนหลับ
  • น้ำหนักขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • อาจจะมีอาการหัวใจเต้นผิดปกติ ใจสั่น หมดสติ เป็นลม
  • ถ้าไตเสื่อมจนถึงการผลิตฮอร์โมนแย่ลง อาจเกิดภาวะซีด
  • ปัสสาวะผิดปกติ เช่น มีกลิ่นผิดปกติ มีสีผิดปกติ เป็นต้น
  • ปัสสาวะเป็นเลือด  ถ้ามีลักษณะที่ปัสสาวะมีเลือดปนที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า หรือลักษณะเป็นสีน้ำล้างเนื้อ สีแดง ซึ่งนั่นเป็นสัญญาณเตือนความผิดปกติเกิดขึ้นกับไต หรือ อาจเกิดจากการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ นิ่วในทางเดินปัสสาวะได้เช่นกัน
  • ปัสสาวะมีฟอง การขับปัสสาวะมีฟอง เกิดจากการมีโปรตีนไข่ขาว หรือโปรตีนอัลบูมิน (Albumin) รั่วออกมาในปัสสาวะ ซึ่งอาจเป็นอาการของภาวะโรคไตเรื้อรัง โดยสามารถสังเกตได้เวลาถ่ายปัสสาวะแล้วมีฟองเกิดขึ้น หรือเมื่อกดน้ำล้างแล้วแต่ก็ยังมีฟองหลงเหลืออยู่
  • ปัสสาวะกลางคืนบ่อยกว่าปกติ  โดยปกติในแต่ละคืนจะลุกมาปัสสาวะไม่เกิน 1-2 ครั้ง แต่ถ้าไตมีความผิดปกติ เช่น โรคไตเรื้อรัง ซึ่งไตจะไม่สามารถดูดกลับน้ำได้เท่าปกติ จะทำให้ผู้ป่วยต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะตอนกลางคืนบ่อยมากขึ้น หรือประมาณ 4-5 ครั้ง/คืน
  • อาการบวม หน้าบวม ตัวบวม  ขาบวม หรือเท้าบวม เนื่องจากมีน้ำ และเกลือในร่างกายปริมาณมาก หรือความสมดุลระหว่างน้ำและเกลือแร่ในร่างกายเสียไป ขอสังเกต คือ บวมจนกดแล้วเนื้อบุ๋ม หรืออาจจะบวมที่หนังตา   โดยจะเห็นได้ชัดเจนในตอนที่ยืน หรือเดินนานๆ โดยที่สามารถตรวจง่ายด้วยการใช้นิ้วกดลงไปที่เท้า หรือหน้าแข้งค้างไว้ประมาณ 5-10 วินาที แล้วสังเกตว่ามีการบุ๋มลงไปหรือไม่ หากมีรอยบุ๋มอย่างชัดเจนแสดงว่าคุณอาจเป็นโรคไตแล้ว
  • ปวดเอว ปวดหลังมากผิดปกติ เกิดจากรอยโรคที่บริเวณไต ซึ่งอยู่บริเวณหลังเอวทั้ง 2 ข้าง โดยสาเหตุมักเกิดจาก นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ หรืออาจเกิดจากโรคถุงน้ำที่ไต หรือเนื้องอกของไตก็ได้
  • ความดันโลหิตสูงมากผิดปกติ  โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 35 ปี หรือความดันโลหิตสูงที่คุมได้ยากโดยจำเป็นต้องใช้ยาหลายชนิดในการควบคุม สาเหตุอาจเกิดจากโรคไต เช่น ไตอักเสบ ไตวาย หรือ เส้นเลือดไปเลี้ยงไตตีบ เป็นต้น

การรักษาโรคไต

การรักษาโรคไตจะเป็นการรักษาแบบประคองอาการ เนื่องจากโรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยแบ่งออกได้ ดังนี้

การรักษาเพื่อประคองความเสื่อมตัวของไต

เป็นการรักษาที่เน้นชะลอให้ไตที่เริ่มเสื่อมตัวอยู่ในระดับคงที่ โดยส่วนมากจะใช้วิธีดังต่อไปนี้

  • ใช้ยารักษาไปตามอาการ หรือโรคประจำตัวที่ทำให้เกิดโรคไต เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาควบคุมความดันโลหิตให้เหมาะสม  ยาลดระดับไขมันในเลือด
  • ปรับกิจวัตรการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น งดสูบบุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กินอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงกินอาหารที่มีโซเดียมให้น้อย ไม่กลั้นปัสสาวะ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • ต้องลดน้ำหนักให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม หากน้ำหนักเกินเกณฑ์หรือมีภาวะอ้วน

การรักษาเพื่อทดแทนความเสื่อมตัวของไต หรือการบำบัดทดแทนไต 

เป็นวิธีรักษาในกรณีที่ไตของผู้ป่วยเสื่อมตัวรุนแรงจนไม่สามารถทำงานล้างของเสียในร่างกายได้อีกต่อไป  แพทย์จะรักษาผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังเพื่อช่วยขจัดของเสียทดแทนไตที่เสียไป สามารถทำได้ 3 วิธี ดังนี้

  • การฟอกเลือด (Hemodialysis) เพื่อทำให้เลือดสะอาดโดยใช้ระยะเวลา 4-5 ชั่วโมง 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นกระบวนการนำเลือดมาทำให้สะอาดขึ้น ด้วยการกำจัดของเสียและปรับสมดุลของน้ำและเกลือแร่ผ่านเครื่องไตเทียม ปัจจุบันมีการพัฒนาการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมมาเป็นการฟอกเลือดประสิทธิภาพสูง (Online Hemodiafiltration – OL HDF) เพื่อให้กำจัดของเสียได้ดียิ่งกว่าแบบเดิม
  • การฟอกไตผ่านทางช่องท้อง หรือการล้างไต ทางช่องท้อง (Peritoneal Dialysis) อาศัยช่องท้องในการฟอกเลือด โดยจะฟอกวันละ 4 รอบ เป็นการใส่น้ำยาฟอกเลือดผ่านท่อซิลิโคนขนาดเล็กซึ่งฝังผ่านผนังหน้าท้องเข้าไปอยู่ในช่องท้อง ทิ้งน้ำยาไว้ในช่องท้องเป็นระยะเวลาประมาณ 6 – 8 ชั่วโมง เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนตามความเข้มข้นของสารผ่านเยื่อบุช่องท้อง ของเสีย และน้ำส่วนเกินจะถูกขจัดออกมาอยู่ในน้ำยาซึ่งจะถูกถ่ายทิ้งไป และถูกแทนที่ด้วยน้ำยาใหม่ที่ปราศจากของเสียในรอบต่อไป ผู้ป่วยสามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ระหว่างรอบของการเปลี่ยนน้ำยา
  • การปลูกถ่ายไต (Kidney Transplantation) โดยแพทย์จะนำไตที่มีประสิทธิภาพจากผู้ที่บริจาคอวัยวะ แล้วผ่าตัดปลูกถ่ายทดแทนไตที่เสียหายให้กับผู้ป่วย ซึ่งเป็นการบำบัดทดแทนไตในการรักษาไตวายเรื้อรัง โดยนำไตที่ยังทำงานได้ดีมาปลูกถ่ายให้แก่ผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้าย โดยไม่จำเป็นต้องนำไตเก่าออก นอกจากมีความจำเป็นเท่านั้น ซึ่งไตที่ได้รับการปลูกถ่ายจะทำงานได้ใกล้เคียงกับไตปกติ ช่วยให้คุณภาพชีวิตผู้ป่วยดีขึ้น

การป้องกันโรคไต

  • เลือกรับประทานอาหารในสัดส่วนที่เหมาะสม รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ในสัดส่วนที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงอาหารที่มีเกลือมาก ในผู้ป่วยไตเรื้อรังควรปรับสัดส่วนโปรตีนให้เหมาะสมกับระยะของโรค โดยเลือกรับประทานผักหรือผลไม้ให้มากขึ้น โดยเฉพาะพืชตระกูลถั่วหรือผัก เต้าหู้ เป็นต้น อาหารกลุ่มนี้จะเป็นแหล่งโปรตีนทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ได้ดี
  • รับประทานพืชจำพวกแป้ง และข้าวให้มากกว่าการรับประทานเนื้อสัตว์ และหากเลือกรับประทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์ให้เลือก ปลา เป็ด ไก่ กุ้ง ไข่ขาวมากกว่าจำพวกเนื้อแดง เช่น หมู วัว ทั้งนี้เนื่องจากไตมีหน้าที่ในการกำจัดของเสีย ซึ่งได้มาจากการเผาผลาญจากโปรตีนจากเนื้อสัตว์ หากรับประทานอาหารกลุ่มนี้มากไตก็จะรับภาระทำงานมากขึ้น
  • จำกัดการรับประทานเกลือ หรืออาหารที่มีรสเค็ม เนื่องจากไตต้องรับภาระขับเกลือส่วนเกินออกทางปัสสาวะและเกลือยังมีผลต่อความดันโลหิต ทำให้เกิดความดันโลหิตสูงควบคุมยากขึ้น เช่น อาหารที่ผ่านการถนอมอาหาร เช่น ไส้กรอก กุนเชียง หมูยอ หมูตุ๋น บ๊วย มะม่วงดอง ฯลฯ เนื่องจากอาหารเหล่านี้ใช้เกลือเพื่อถนอมอาหาร เกลือมีผลต่อการทำงานของไตทั้งทางตรงและทางอ้อม
  • จำกัดอาหารมันโดยเฉพาะไขมันจากสัตว์ ไข่แดง กะทิ และน้ำมันพืชที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูง เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำมันบัว เนย มาการีน หันไปใช้กรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงแทน เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกคำฝอย และน้ำมันมะกอก เป็นต้น
  • ดื่มน้ำวันละ 6 – 8 แก้ว หรือ 2 ลิตรต่อวัน
  • ควบคุมน้ำหนักให้ได้มาตรฐาน ไม่ให้เกิดภาวะอ้วน
  • ออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ เช่น แอโรบิก เดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ
  • หยุดสูบบุหรี่
  • ลด หรือ หยุด หรือ เลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์
  • ตรวจวัดความดันอย่างสม่ำเสมอ
  • พยายามหลีกเลี่ยงความเครียดและผ่อนคลายอารมณ์
  • ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี

ตรวจการทำงานของไต ที่ภูเก็ตตรวจได้ที่ไหน?

ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก ให้บริการที่ใกล้ชิด ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทาง พร้อมทั้งทีมงานที่มีความชำนาญ พร้อมให้คำปรึกษาและ การรักษา โดยคุณสามารถเข้ารับบริการได้ทั้ง walk-in หรือนัดหมายล่วงหน้า เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการเข้ารับบริการ

ช่องทางการติดต่อ

สาขาลากูน่า

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาลากูน่า ตั้งอยู่ที่ 58/1 ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต 83100
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 22.00 น.
  • สอบถามผ่าน Line id. @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ 096 236 2449
  • แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/SXaeLrSU9Lx47YPH6
  • จองคิวตรวจออนไลน์ https://pmclaguna.youcanbook.me

สาขาในเมือง

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาเมืองภูเก็ต ตั้งอยู่ที่ 41/7-41/8  ตำบลตลาดเหนือ  อำเภอเมืองภูเก็ต  จ.ภูเก็ต 83000 
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 21.00 น.
  • สอบถามผ่าน Line id.   @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ  096 228 2449
  • แผนที่คลินิก   https://maps.app.goo.gl/yeU9qNArGg3qdwZw9 
  • จองคิวตรวจออนไลน์    https://pmctown.youcanbook.me

สาขาหอนาฬิกา

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก  สาขาหอนาฬิกา   206/8 ถ. ภูเก็ต ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต ภูเก็ต 83000
  • เปิดบริการวันจันทร์–ศุกร์ 11:00–19:00 น. ปิดวันเสาร์–อาทิตย์
  • สอบถามผ่าน Line id.  @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ   096 696 2449
  • แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/svPvTabmmD1DHe9v9
  • จองคิวตรวจออนไลน์  https://phuketmedicalclinic.youcanbook.me